เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผบช.สอท. กล่าวว่าตามนโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยออนไลน์จากมิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งได้สร้างความเสียหายให้กับพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมากจึงสั่งการให้ พ.ต.ท.เรืองกฤษณ์ ศิริมาจันทร์, พ.ต.ท.ชนทัช วุฒิภัทรโสภณ, รอง ผกก.2 บก.สอท.1 บช.สอท. พ.ต.ต.วินัย ชมพุฒ สว.กก.2 บก.สอท.1 บช.สอท., ว่าที่ พ.ต.ต.นิพนธ์ ลำน้อย สว.กก.1 บก.สอท.2 ปฎิบัติราชการ กก.2 บก.สอท.1 ร่วมกันจับกุมนายสุรชาติ แซ่โจ อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 510/1 หมู่ 2 ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง จว.เชียงราย เมื่อวันที่ 7 ส.ค.พร้อมของกลางเครื่องแปลงสัญญาณโทรศัพท์แบบใส่ซิมการ์ด ระบบ IP-PBX จำนวน 70 ชุด และอุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต 13 รายการ โดยกล่าวหาว่า “มีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต”
พล.ต.ท.กรไชย กล่าวว่าสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 6 ก.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.สอท.1 จับกุมนายสุรชาติ ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลอาญา ที่ 1326/2565 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2565 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นและนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนฯ” ซึ่งเป็นเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และ นายสุรชาติ พาเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นในจุดต่างๆ รวม 8 จุด 11 ห้อง พบอุปกรณ์เครื่องแปลงสัญญาณโทรศัพท์แบบใส่ซิมการ์ด ระบบ IP-PBX จำนวน 66 เครื่อง จึงตรวจยึดไว้ ต่อมาวันที่ 7 ส.ค. รับแจ้งจากสายลับว่ายังมีอุปกรณ์อยู่ที่อาคารวัฒนาคอร์ท ซอยกุศลศิลป์ ถนนสรรพาวุธ แขวงบางนาเหนือ เขตบางนา กทม. จึงวางกำลังอยู่บริเวณใกล้เคียงอาคารต่อมาพบชายต้องสงสัยกำลังยกลังใส่สิ่งของเดินอยู่บริเวณอาคารดังกล่าว จึงสอบถามทราบชื่อนายสุรชาติ แซ่โจ จึงขอตรวจค้นพบอุปกรณ์เครื่องแปลงสัญญาณโทรศัพท์แบบใส่ซิมการ์ด ระบบ IP-PBX
พล.ต.ท.กรไชย กล่าวอีกว่าสอบถามนายสุรชาติ รับสารภาพว่าอุปกรณ์เครื่องแปลงสัญญาณโทรศัพท์แบบใส่ซิมการ์ดที่พบเป็นของตนและให้การว่ายังมีอุปกรณ์ดังกล่าวอยู่ที่ห้องพักอาคารดังกล่าวอีกจำนวนหนึ่งก่อนนำพาเข้าตรวจค้น พบของกลางสอบสวนให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาจึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.บางนา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ที่ผ่านมา บช.สอท.จับกุมตรวจยึดเครื่องสำหรับโทรศัพท์หลอกลวง ข่มขู่ ประชาชนไปแล้ว 3 ครั้ง รวม 202 เครื่อง ระงับการโทรหาประชาชนทั่วไปวันละประมาณ 3 ล้านสาย เดือนละ 90 ล้านสาย

