“ประจิน” ชี้มหาวิทยาลัย กุญแจพัฒนาคนสู่ ไทยแลนด์ 4.0

6.11.16 | 15:50 น.

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2559  ที่ห้องประชุม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) จ.เชียราย พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ได้เดินทางไปปาฐกถาเรื่อง “การพัฒนามหาวิทยาลัยเพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน” โดย รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดี มฟล.นำผู้สนใจเข้ารับฟังประมาณ 500 คน

พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่าเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ารัฐบาลชุดนี้เข้ามาเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยแต่จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ทำให้ต้องคิดกันว่าเราจะเดินทางไปแนวทางใด และเมื่อเราได้สูญเสียพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไปก็ทำให้คนไทยต่างเศร้าเสียใจ กระนั้นพระองค์ก็ได้ทรงมอบแนวทางที่จะทำให้พวกเราได้เดินตามเบื้องพระยุคลบาทได้เป็นอย่างดี และการจะทำให้คนมุ่งไปสู่การพัฒนาแบบ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ก็ต้องอาศัยการศึกษาซึ่งถือว่ามีความสำคัญมาก
พล.อ.อ.ประจิน ได้ยกรูปแบบไทยแลนด์ 4.0 มาแสดงว่า 1.0 หมายถึงการเน้นเกษตรกรรมและหัตถกรรมซึ่งอยู่ในกลุ่มคนมีรายได้น้อย 2.0 หมายถึงการเน้นอุตสาหกรรมเบา,ทดแทนการนำเข้าซึ่งอยู่ในกลุ่มคนมีรายได้ปานกลาง และ 3.0 คือเน้นอุตสาหกรรมหนัก,ส่งออก,ลงทุน,นำเข้าเทคโนโลยีต่างประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีรายได้สูง ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยเราเข้าถึงระดับ 3.0 มาได้ร่วม 20 ปีแล้วแต่มีบางกลุ่มเท่านั้นเข้าถึงระดับ 3.0 ขณะที่ประชากรไทยกว่า 65 ล้านคน อาจมีคนที่เข้าถึระดับ 3.0 หรือส่วนบนสุดแค่ 20 ล้านคน ที่เหลือเป็นคนที่มีรายได้ปานกลางและน้อยซึ่งเป็นส่วนหางมีจจำนวนมากกว่าอย่างมาก ปัจจุบันรัฐบาลจึงเดินหน้าสร้างประชารัฐเพื่อให้มีกลไกที่ลดช่องว่างของรายได้หรือก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ให้ได้ในอีก 20 ปีข้างหน้า
พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งกว่า 25 ประเทศทั่วโลกนำไปใช้ เพื่อให้มีการใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน ซึ่งต้องควบคู่ไปกับเรื่องคุณธรรมจริยธรรมด้วย เป้าหมายของเราคือทำให้ช่องว่างรายได้ลดลงและมีการใช้เทคโนโลยีในอนาคตอย่างเหมาะสมกับประเทศและอนุรักษสิ่งแวดล้อม ซึ่งตนเห็นว่าการขับเคลื่อนเช่นนี้ทาง มฟล.มีอยู่พร้อมสรรพอยู่แล้วเพราะเป็นผู้นำทางการศึกษาและเดินตามสมเด็จย่าในการปลูกป่าสร้างคน เพียงแต่หาวิธีการนำผลงานวิจัยที่มีอยู่นำมาใช้ประโยชน์และขยายการพัฒนาไปสู่ชุมชนให้ได้
“เราอยู่ในช่วงที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพีอยู่ในระดับแค่ 2.2-2.5% ไม่มากนักและอาจจะขยับเป็น 3.5% แต่ผมเห็นว่าจีดีพีไม่ใช่ส่งบ่งชี้ 100% ต่อเศรษฐกิจประเทศ อย่างเรามีเงิน 100 บาทและมีจีดีพีระดับ 3% ก็มีค่าจีดีพีเท่ากับ 3 บาท ถ้ามี 1,000 บาทก็มีจีดีพี 300 บาท เป็นต้น ซึ่งแต่ละประเทศเขามีขนาดเศรษฐกิจไม่เท่ากันถ้าบางประเทศมีจีดีพีโต 7% เราจะไปนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้” พล.อ.อ.ประจิน กล่าวและว่าที่ผ่านมาเราใช้งบประมาณเพื่อการศึกษาวิจัยแค่ 0.48-0.54% ของจีดีพี แต่เป้าหมายต่อไปถึงให้ถึง 1% เพื่อให้การศึกษาเป็นกลไกลผลักดันการพัฒนาประเทศโดยเฉพาะผลงานวิจัยที่ต้องมีการนำมาใช้ประโยชน์
จากนั้น พล.อ.อ.ประจิน กล่าวอธิบายถึงระบบโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางบก รถไฟ ทะเล ฯลฯ ทั้งในประเทศไทยและเชื่อมกับประเทศจีน กลุ่มอาเซียน ทั้งระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ และตะวันตก-ตะวันออก และในโครงสร้างดังกล่าวมีภาคการศึกษา การศึกษาวิจัย นวัตกรรม ฯลฯ เป็นกลไกลต่อเนื่องสำคัญอยู่ด้วย ซึ่งการศึกษาในปัจจุบันรัฐบาลก็เปิดกว้างทั้งการศึกษาในระดับ การศึกษาทางเลือก ฯลฯ ด้วย สิ่งสำคัญคือที่มหาวิทยาลัยต้องออกไปร่วมมือกับชุมชน สร้างการศึกษา ให้ทัศนคติที่ดี มีการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่น และยังได้แจ้งถึงยุทธศาสตร์ 20 ปีตั้งแต่ปี 2560-2579 ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 สู่ไทยแลนด์ 4.0 ว่าเป้าหมายในการพัฒนาที่ยั่งยืนคือพัฒนาคน เทคโนโลยีและความรู้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าภาคการศึกษามีความจำเป็นอย่างยิ่ง
ด้าน รศ.ดร.วันชัย กล่าวว่าในการวางรากฐานการก่อตั้ง มฟล.ตั้งแต่ต้นก็มีเป้าหมายในการพัฒนาเช่นเดียวกันและจากการปาฐกถาของรองนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ทำให้ทราบว่ามีเป้าหมายตรงกันและสอดคล้องกันพอดี รวมทั้งทำให้ทราบว่าเป็นผู้ที่ปฏิบัติจริงแล้วนำสิ่งที่ปฏิบัติมาพูดทำให้มีแนวทางขับเคลื่อนเป็นรูปธรรม ขณะที่ในอดีตมีหลายคนที่พูดบ้างทำบ้างหรือบางคนพูดมากแต่กลับไม่เคยปฏิบัติตามที่พูดเลย ดังนั้น มฟล.พร้อมจะก้าวเดินไปกับรัฐบาลเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายดังกล่าวต่อไป