หมอโอภาส ชี้ปรับโควิดเป็นโรคเฝ้าระวัง แต่ยังจับตากลายพันธุ์-รายงานตัวเลข เหมือนไข้เลือดออก ขอเวลาเคาะลดวันกักตัว
เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่ สถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง (สปคม.) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้สัมภาษณ์กรณีที่คณะกรรมการโรคติดต่อเห็นชอบมติปรับให้โรคโควิด-19 จากโรคติดต่ออันตรายเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ลำดับที่ 57 ว่า
สำหรับการจัดระดับโรค กรมควบคุมโรคได้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 โรคติดต่อทั่วไป เป็นโรคที่มีชื่อเอาไว้ หากรุนแรงขึ้น ก็อาจทีการประกาศเป็นโรคระบาด กลุ่มที่ 2 โรคติดต่ออันตราย คือโรคที่ต้องเฝ้าระวังสูงสุด แพร่เร็ว ต้องให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการต่างๆ เพื่อควบคุมกักตัว หากอยู่ในระยะสงสัย มีรวม 13-14 โรคด้วย และ กลุ่มที่ 3 โรคติดต่อเฝ้าระวัง เป็นโรคที่ไม่รุนแรงมาก แพร่ระบาดไม่สูง มีประมาณกว่า 50 โรค
นพ.โอภาส กล่าวว่า ขณะนี้ทั่วโลกปฏิบัติกับโควิด-19 เหมือนโรคทั่วไปทั้งสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ไม่มีการจำกัดการเดินทางใช้ชีวิตตามปกติ ซึ่งเมื่อโควิดเป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง ก็เทียบได้กับโรคไข้เลือด ที่ต้องมีการระวังติดต่อ และรายงานการติดเชื้อมายังระดับกรมควบคุมโรค จากนั้นก็รายงานให้ สธ.ทราบอีกทั้ง การเป็นโรคติดต่อเฝ้าระวังยังต้องจับตาดู เพราะโรคนี้แม้ความรุนแรงไม่เท่ากับอดีต และเชื่อว่าสถานการณ์ความรุนแรงของโรคค่อยๆปรับลดลง การกลายพันธุ์ของโรคก็ช้าลงด้วยจะเห็นว่า ไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงจาก อู่ฮั่น อัลฟ่า เบต้า โอมิครอน และสายพันธุ์ย่อยจาก BA.1. BA.2 และBA.4 ,BA.5 อีกทั้งคนเราอยู่กับโรคนี้มา 3 ปีแล้วรู้ว่าจะต้องป้องกันตนเองอย่างไร
การดำเนินการจะเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม ในช่วงระยะเวลานี้ให้ทุกคนได้เตรียมตัว ขณะเดียวกันก็ต้องติดตามดูสถานการณ์การแพร่ระบาดระหว่างนี้ด้วย ถ้าหากไม่มีการระบาดระลอกใหม่ ก็สามารถดำเนินการตามแผนได้ ขณะที่ การรับวัคซีนโควิด-19 จะต้องมีการฉีดทุกปีเหมือนวัคซีนไข้หวัดใหญ่หรือไม่ ก็ต้องติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาด และการกลายพันธุ์ของเชื้อด้วย
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้คนในประเทศส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนโควิดอย่างน้อย 2 เข็มเกือบครอบคลุมแล้วรวมถึงวัคซีนเข็มกระตุ้นด้วย ต่อไปอาจจะฉีดกระตุ้นทุก 4 เดือนหลังจากการรับเข็มสุดท้าย โดยผู้ที่ฉีดวัคซีนครบแล้ว 3 เข็ม เข็มถัดไปสามารถฉีดวัคซีนยี่ห้อใดก็ได้ ทั้งนี้ สธ.มีแผนเตรียมการสำรองวัคซีนโควิดสำหรับการฉีดเข็มกระตุ้นแล้ว ซึ่งสามารถฉีดพร้อมๆ กับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้
นพ.โอภาสกล่าวว่า ขณะนี้ย้ำว่าการฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้นยังสามารถรับได้ฟรีอยู่ ส่วนจะฉีดกระตุ้นทุกปีเหมือนไข้หวัดใหญ่หรือไม่ต้องรวบรวมข้อมูลก่อน ส่วนยารักษาโควิด-19 ยังคงเป็นการสั่งจ่ายโดยแพทย์ มีใบสั่งยา ในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่มีปัญหาเรื่องการกระจายยา จึงจำเป็นต้องปลดล็อกให้ร้านขายยาและคลินิกเอกชน ซื้อยาได้เองเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย แต่ต้องมีใบสั่งจ่ายยาจากแพทย์ ส่วนในพื้นที่ต่างจังหวัดจะเป็นการกระจายยาไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.)
ทั้งนี้ นพ.โอภาสกล่าวว่า การแยกกักผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 จากเดิม 14 วัน ต่อมาปรับลดเป็น 10 วัน ส่วนอนาคตจะปรับลดอีกหรือไม่ต้องรอดูสถานการณ์อีกครั้ง และในกลุ่มสัมผัสเสี่ยงสูง ปัจจุบันไม่มีการกักกันในกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูงแล้ว มีเพียงสังเกตอาการเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ยังแนะนำให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่างและล้างมือ เพื่อป้องกันโรคต่อไป

