แอมเนสตี้หอบ 4,701 ชื่อ ร้อง ‘รมว.สมศักดิ์’ ปล่อยตัวนักโทษการเมือง ‘สมยศ’ อายแทนผู้นำ จะจัดประชุมเอเปค แต่ลิดรอนสิทธินักสู้ทางความคิด
เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย นำโดย นางปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดกิจกรรม “ปฏิบัติการด่วน” ยุติการคุกคามผู้เห็นต่าง หยุดปิดปากผู้ชุมนุม โดยมี นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย, นายธนพัฒน์ กาเพ็ง หรือ ปูนทะลุฟ้า และนักกิจกรรมกลุ่มทะลุฟ้า น.ส.สิตานันท์ สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ที่ถูกบังคับสูญหายที่ประเทศกัมพูชาเมื่อปี 2563 ร่วมด้วย
โดยนักกิจกรรมได้เดินเท้าไปยังกระทรวงยุติธรรม เพื่อยื่นหนังสือ 3 ข้อเรียกร้อง และ 4,701 รายชื่อ ที่ประชาชร่วมลงชื่อในปฏิบัติการด่วนของแอมเนสตี้ มายื่นถึง นายสมศักดิ์ เทพสุทินรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยมี นายวัลลภ นาคบัว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นตัวแทนรับรายชื่อแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักกิจกรรมได้เดินเท้า พร้อมถือป้ายสีเหลืองขนาดใหญ่ ระบุข้อความว่า สิทธิในการประกันตัว = สิทธิมนุษยชน กล่องที่บรรจุจดหมาย ไปจนถึงบางรายถือป้ายไวนิล เดินสำรวจความคิดว่าเห็นด้วยหรือไม่ ให้มีการ “ปล่อยตัว / หรือยกเลิกการดำเนินคดีอาญา และยกเลิกเงื่อนไขประกันตัว เข้มงวดเกินกว่าเหตุโดยทันที” มุ่งหน้าไปยื่นรายชื่อ เพื่อยืนยันว่า สิทธิในการประกันตัวคือสิทธิมนุษยชน Right to Bail is A Human Right

ทั้งนี้ เมื่อเดินเท้าถึงหน้าอาคาร นักกิจกรรมได้ตั้งแถว ถือกล่องรายชื่อและภาพนักกิจกรรมทางการเมืองที่ถูกคุมขังในเรือนจำโดยยังไม่ได้รับสิทธิประกันตัวชั่วคราว ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 30 คน เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ก่อนที่ นายวัลลภ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นตัวแทนลงมารับหนังสือ
นายธนพัฒน์ หรือ ปูน กล่าวว่า เรามายื่นหนังสือกันที่หน้ากระทรวงยุติธรรม เพื่อแสดงเจตนารมณ์ของพวกเราว่ายังมีเพื่อนๆ ของพวกเราอยู่ในเรือนจำ และจำนวน 4 รายในนั้น เป็นผู้ต้องหามาตรา 112 ซึ่งการถูกคุมขังของพวกเขาโดยไม่ให้การประกันตัว ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรจะได้รับ โดยประเทศไทยกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด

“ขอให้หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินเรื่องความยุติธรรม โปรดคืนความยุติธรรมให้กับเพื่อนๆ ของเราในเรือนจำ และโปรดยุติข้อกล่าวหาต่อผู้แสดงออก และออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง เพราะสิทธิการแสดงออกเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน และไทยได้ลงนามให้สัตยาบันใน ICCPR เกี่ยวกับเรื่องมนุษยชนต่างๆ แต่กลับล่วงเสียเอง
เราในฐานะประชาชนคนหนึ่ง อยากจะตั้งคำถามถึงสถานบันผู้มีอำนาจ ว่าเหตุไฉน กฎหมายสิทธิมนุษยชนที่ไทยออกมารับรอง ถึงไม่เคยใช้จริง แล้วเหตุใดกระบวนการที่วุ่นวายนี้จึงกลายเป็นกระบวนการที่ทำร้ายประชาชนได้อย่างหนักหนา พวกเราเป็นเพียงนักศึกษาที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย เป็นเพียงคนที่ออกมาเรียกร้องความถูกต้องจากการโดนกดขี่ กดทับ ไม่ได้ต้องการสร้างความวุ่นวายแต่อย่างใด แต่วันนี้สถาบันต่างๆ ทางการเมืองได้กลับกลายเป็นว่า ทำให้ผู้ชุมนุมเป็นผู้ที่เห็นต่างทางการเมือง เป็นผู้ที่ล้มล้างการปกครอง” นายธนพัฒน์กล่าว และว่า
เมื่อใดที่ประเทศของเราเกิดวิกฤตการณ์ทางความคิด และเกิดการตั้งคำถามต่อกระบวนการยุติธรรม เมื่อนั้นผู้พิพากษาจะเป็นผู้ที่ทำงานยากที่สุด เพราะประชาชนไม่เชื่อมั่นต่อกระบวนการแล้ว
ขณะที่ นายสมยศกล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญ ม.29 เขียนไว้ชัดเจนว่า ในคดีอาญาหากยังไม่มีคำตัดสิน ให้ถือว่ายังเป็นผู้บริสุทธ์ การควบคุม คุมขัง ทำเท่าที่จำเป็นเพื่อป้องกันการหลบหนี

“อันดับแรก ต้องให้สิทธิปล่อยตัวชั่วคราวก่อน จะคุมขังได้ก็ต่อเมื่อป้องกันการหลบนี้ แต่ขณะนี้กลับทำหน้าที่ละเมิดต่อกฎหมาย อันตรายประการอื่น ต้องปรากฏเห็นเด่นชัดว่ามีการทำร้ายร่างกาย ทำลายทรัพย์สินผู้คนอื่นให้เสียหาย แต่เขาเพียงแค่แสดงความคิดเห็น และการชุมนุมโดยสงบไม่ควรที่จะต้องถูกกล่าวหาเช่นนี้ และไม่เป็นอันตราย เช่น การทำโพล สำรวจความคิดเห็น เป็นกระจกสะท้อนสังคม กลับถูกข้อหา 112 และเมื่อไม่ได้รับการประกันตัว ก็ถึงขั้นต้องอดอาหารประท้วง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เลวร้ายของกระบวนการ
เมื่อละเมิดหลักากรนี้ และควบคุมนักกิจกรรมโดยตั้งเงื่อนไข ทั้งที่เมื่อก่อนไม่มีเงื่อนไขแบบที่เกิดขึ้นขณะนี้ โดยเฉพะอย่างยิ่ง การติดกำไลอีเอ็ม ที่เหมือนโซ่ตรวนแบบอิเล็กทรอนิกส์ มันคือพันธนาการ ในเมื่อเขายังไม่ผิด แม้ว่าคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ก็ยังไม่ควรถูกควบคุมเช่นนี้ มีหลายกรณีที่เกินไปกว่ากฎหมาย เช่น ให้อยู่ในเคหะสถาน 24 ชม. เกิดขึ้นแล้วกับ ตะวัน บุ้ง และใบปอ เท่ากับจำกัดสิทธิของประชาชนเกินไปกว่าหลักนิติธรรม
จึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรม ที่ต้องพูดคุยกับอำนาจ ว่าการละเมิดเช่นนี้จะนำความเสียหายมายังกรทรวงยุติธรรม ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการ และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งกำลังจะเป็นประธานการประชุมเอเปค ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไป การประชุมเอเปคก็เป็นเรื่องน่าอับอาย ภาคประชาชนจะจัดประชุมคู่ขนานกับการประชุมเอเปค เขาก็จะต้องหยิบยกปัญหาของนักโทษการเมืองมาพูด เพราะการมีนักโทษการเมือง หมายถึงว่าประเทศนี้ไม่มีอารยะ ไม่มีความเจริญ ไม่มีสิทธิมนุษยชน แล้วเขาก็ต้องมาดูแล้วว่า ทำไมประเทศไทยยังมีนักโทษการเมืองอยู่ มันหมายถึงว่า ประเทศนี้ไม่มีประชาธิปไตย” นายสมยศกล่าว
นายสมยศกล่าวต่อว่า วันนี้จึงมาบอกกับรัฐบาล และ รมว.สมศักดิ์ ให้ได้รับทราบว่า คดีที่เกิดขึ้นไม่ใช่ฆาตรกร เขาออกมาสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ พวกเขาจึงเป็นตัวแทนประชาชน การคุมขังพวกเขา คือคุมขังประชาชน ประชาชนได้ส่งจดหมายถึงฝ่ายบริหารในวันนี้
“เป็นความห่วงใยสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ให้รัฐมนตรีได้ตระหนักว่า ชื่อเสียงของรัฐบาล ในฐานะดูแลสิทธิมนุษยชนนั้น ขนาดไหน และความห่วงใยของประชาชนทั่วโลกขนาดไหน จึงมากราบเรียนให้รีบออกมาตรการ และดำเนินการอย่างทันที คุยฝ่ายต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชน”

ด้าน นางปิยนุช ผอ.แอมเนสตี้ฯ ประเทศไทย กล่าวว่า ขอขอบคุณท่านรองปลัดที่มารับฟังพวกเรา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราส่งเสียง หวังว่ารองปลัดจะเป็นตัวแทนรับฟังและนำมาพิจารณา โดยเฉพาะการที่เรามาวันนี้ เราต้องการมาเรียกร้องความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน
“เงื่อนไขการประกันตัวเข้มงวดขึ้นมาก ก็เป็นการจำกัดเสรีภาพอย่างมาก แม้กระทั่งได้รับการปล่อยตัวก็ต้องอาศัยอยู่ในบ้าน 24 ชม. คนที่ไม่ติดกำไลอีเอ็ม ก็ถูกจับจ้องตลอดเวลาหน้าบ้าน เนื่องจากมีคดีมากขนาดนี้ เรานิ่งเฉยไม่ได้โดยเฉพาะผู้ได้รับผลกระท มีเด็กและเยาวชนอยู่ด้วย ทางสำนักงานเลขาธิการใหญ่ แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จึงได้ออกปฏิบัติการด่วนเชิญชวนสมาชิกทั่วโลกร่วมส่งจดหมายถึงคุณสมศักดิ์ เทพสุทิน เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักกิจกรรม และยกเลิกข้อกล่าวหาทั้งหมด ยังมีกิจกรรมอนนไลน์ทั่วโลกมากมาย ไมกี่ 1 สัปดาห์ ก็มีจดหมายเกือบ 5,000 ฉบับ เราคิดว่ากระทรวงยุติธรรมจะต้องรู้เรื่องของพันธกรณีที่มีระหว่างประทเศไทย โดยเฉพาะกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิพลเมือง เป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามพันธกรณี
เราขอเป็นตัวแทน เรียกร้องให้กระทรวงยุติธรรม ปล่อยตัวและคืนสิทธิประกันนักกิจกรรม ให้ยกเลิกเงื่อนไขการประกันตัวทันทียกเลิกการดำเนินคดีอาญา การกระทำที่ไม่เหมาะสมและคุกคามต่อนักกิจกรรม และขอให้รัฐบาลไทยคำนึงถึงกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ คืนสิทธิเสรีภาพมในการแสดงออก และการชุมนุมโดยสงบต่อประชาชนโดยทันที” นางปิยนุชกล่าว

จากนั้น นางปิยนุช ยื่นจดหมายผ่าน นายวัลลภ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ไปยัง นายสมศักดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทวงยุติธรรม
สำหรับข้อเรียกร้องคือ 1.ปล่อยตัวและ/หรือยกเลิกข้อกล่าวหา และให้ยกเลิกเงื่อนไขประกันตัวที่เข้มงวดเกินกว่าเหตุ โดยทันทีต่อบุคคลที่ตกเป็นเป้าหมายเพียงเพราะใช้สิทธิของตนโดยสงบ และให้ยกเลิกการดำเนินคดีอาญาใดๆ ต่อนักกิจกรรม
2.ในระหว่างรอการปล่อยตัวบุคคลที่ตกเป็นเป้าหมายเพียงเพราะการใช้สิทธิของตนโดยสงบ ให้การประกันว่าบุคคลเหล่านั้นสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างเหมาะสม
3.แจ้งต่อเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศของไทย รวมทั้งสิทธิที่จะได้รับการประกันตัว สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก การสมาคม และการชุมนุมโดยสงบ

นายวัลลภกล่าวว่า ตนมาเป็นตัวแทนรัฐมนตรี มี 3 ข้อหลัก โดยมีการอธิบายเรื่องสถานการณ์ ข้อเท็จจริงและที่มาที่ไป ซึ่งมีส่วนที่เป็นจริงตามนั้น
เรื่องของสิทธิต่างๆ กระทรวงยุติธรรม มีหน้าที่ดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย ทั้งในและต่างประทเศ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิเสรีภาพ ก็เป็นหนึ่งในแผนที่กระทรวงยุติธรรมขับเคลื่อน โดย 3 หัวข้อหลัก ทั้งการดำเนินการยกเลิกข้อหา ปล่อยตัวชั่วคราว โดยเงื่อนไขไม่เข้มงวดนัก หรือเรื่องการชุมนุมหลายกรณี เป็นเรื่องที่จะต้องประสานงาน โดยกระทรวงยุติธรรมจะเป็นผู้ขับเคลื่อน ส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลต่อไป เนื่องจาก 2-3 ข้อนี้ อยู่ในส่วนของกระทรวงยุติธรรม
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะยื่นหนังสือ มีนักกิจกรรมหญิงที่มาร่วมเรียกร้องเป็นลม 1 ราย ก่อนเจ้าหน้าที่กระทรวง เข้ามาช่วยนำตัวไปปฐมพยาบาล




