‘สุรเดช วลีอิทธิกุล’ เลขาธิการ สปส. ขับเคลื่อนกองทุนประกันสังคม

7.11.16 | 13:00 น.
นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล

หมายเหตุ– นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ให้สัมภาษณ์พิเศษ “มติชน” ถึงแนวทางการบริหารกองทุนประกันสังคมนับจากนี้ โดยเฉพาะในประเด็น “สิทธิประโยชน์” และ “สถานภาพของกองทุน” ที่ผู้ประกันตนกว่า 12 ล้านคน กำลังวิตกกังวลอยู่ในขณะนี้

นโยบายบริหารกองทุนประกันสังคมนับจากนี้ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป้าหมายคือก้าวข้ามพ้นประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่รายได้สูง จะทำให้เกิดประกันสังคมถ้วนหน้าภายใน 20 ปี ควบคู่กับ SSO 4.0 และต้องเป็นดิจิทัล เซอร์วิส เกินกว่าร้อยละ 95

ในปี 2560 ประกันสังคมจะมีการปฏิรูปหลายอย่าง เริ่มจากส่วนที่เป็นประโยชน์กับผู้ประกันตน คือ 1.ชุดสิทธิประโยชน์ นอกเหนือในเรื่องการดูแลรักษาแล้ว ยังมีเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ซึ่งคณะกรรมการการแพทย์มีการพิจารณาเป็นแพคเกจ และรอเข้าคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด สปส.) ซึ่งการดูแลสุขภาพนั้นจะไม่เหวี่ยงแหให้ทุกคนได้หมด แต่จะเป็นกลุ่มอายุและเพศ เช่น เพศหญิงมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านม เพศชายมีปัญหาเรื่องโรคเรื้อรัง อาทิ เบาหวาน เป็นต้น นอกจากนี้สิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่มีการดำเนินการไปแล้วอย่างการเพิ่มค่าบริการทันตกรรม จาก 600 บาท เป็น 900 บาทต่อปี นับจากนี้ภายใน 3 เดือน ระบบจะไปถึงขั้นผู้ประกันตนไม่ต้องสำรองจ่าย

2.การก้าวสู่ประกันสังคมถ้วนหน้า ไม่ใช่แค่ผู้ประกันตนในระบบเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงแรงงานนอกระบบ ทั้งภาคเกษตรกรรม กลุ่มรับงานไปทำที่บ้าน ซึ่งเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ต้องได้สิทธิประโยชน์ไม่แตกต่าง เบื้องต้น บอร์ด สปส.ได้เสนอชุดสิทธิประโยชน์สำหรับแรงงานนอกระบบ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนดำเนินการ ซึ่งจะเป็นชุดสิทธิประโยชน์ที่จูงใจผู้ประกันตนมาตรา 40 มากขึ้น โดยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม ยกเว้นในกรณีต้องการสิทธิประโยชน์มากขึ้น ก็ต้องจ่ายเพิ่มบ้าง จุดนี้จะทำให้ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ประกันตนในระบบและนอกระบบ และ 3.การปรับปรุงระบบการให้บริการที่ทันสมัย ปัจจุบันเวลาไปยื่นเรื่อง สปส.ต้องกรอบแบบฟอร์มมากมาย ในอนาคตจะทำให้บริการสะดวกขึ้น ใช้บัตรประจำตัวประชาชนใบเดียว หรือใช้บริการโมบายแอพพลิเคชั่น หรือออนไลน์ เพื่อความสะดวก ไม่ต้องเดินทางไกล รวมทั้งจะจัดหน่วยบริการใกล้บ้าน เช่น ร้านสะดวกซื้อ หรือไปรษณีย์ด้วย

ในส่วนของผู้ประกันตนมาตรา 39 ซึ่งสมัครใจจ่ายเงินสมทบเองทั้งของฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อขอให้คงสิทธิประกันสังคม แม้จะลาออกจากงานแล้วนั้น ขณะนี้มีประมาณ 1 ล้านคน แต่พบว่าในจำนวนนี้มีประมาณ 3 แสนคนที่หลุดออกจากระบบ เพราะเหตุผลบางประการ เช่น ลืมจ่ายเงิน ไม่มีเงิน ฯลฯ แม้ปกติเมื่อพบว่ามีการขาดส่ง 3 เดือน สปส.จะส่งหนังสือทวงถามเป็นระยะก่อนจะตัดสิทธิ แต่กระนั้น ผู้ประกันตนบางรายอาจไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารดังกล่าว ขณะนี้จึงเตรียมพัฒนาระบบการทวงถามผ่านโทรศัพท์มือถือ และในส่วนที่หลุดออกจากสิทธิแล้ว จะออกกฎหมายคืนสิทธิให้ในเร็วๆ นี้

Advertisement

สำหรับในส่วนของนายจ้างนั้น สปส.ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะถือเป็นลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่ง ขณะนี้ได้อำนวยความสะดวกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ อีเพย์เมนต์ โดยประสานไปยังธนาคารใช้วิธีออกใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้นายจ้างดาวน์โหลดใบเสร็จได้เอง อีกทั้งยังมีช่องทางพร้อมเพย์ ซึ่งจะทำให้สะดวกมากขึ้น คาดว่าอีก 6 เดือนจะเห็นเป็นรูปธรรม

ในเรื่องความยั่งยืนของกองทุนนั้น ปัจจุบัน สปส.มีทรัพย์สินในกองทุน 1.6 ล้านล้านบาท มีผู้ประกันตนทั้งมาตรา 33, 39 และมาตรา 40 (แรงงานนอกระบบ) ประมาณ 12 ล้านคน ขณะนี้มีกระแสข่าวว่าอีก 30 ปี เงินกองทุนจะหมด ข้อเท็จจริงคือ สังคมไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น คนเกษียณมีอายุยืนยาวขึ้น ประกันสังคมเป็นระบบจ่ายบำนาญ เมื่อผู้ประกันตนมีชีวิตยืนยาวขึ้น สปส.ต้องจ่ายบำนาญยาวขึ้น ขณะที่คนวัยแรงงานมีจำนวนใกล้เคียงกับผู้สูงอายุ แต่อนาคตจะน้อยลง เพราะอัตราการเกิดน้อย ซึ่งอาจทำให้รายรับกับรายจ่ายจะไม่สมดุลกัน ดังนั้น จึงต้องปรับปรุงระบบ หลักใหญ่ๆ ต้องหาช่องทางการลงทุนที่จะได้ผลตอบแทนที่เพียงพอ ให้กองทุนมีอายุยืนยาว แต่ต้องไม่เสี่ยง กองทุนขนาดใหญ่อย่าง สปส. และกองทุนบำเหน็จบำนาญ (กบข.) นั้น ในตลาดทุนประเทศไทย ถือว่าเล็กสำหรับ 2 กองทุนนี้ ดังนั้น การลงทุนในต่างประเทศจึงมีความจำเป็น

นอกจากนี้การสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นยังต้องมีการปรับเพดานเงินสมทบ ปัจจุบันเพดานสูงสุดยังเป็น 15,000 บาท เพดานต่ำสุด 1,650 บาท ใช้เพดานนี้มาเป็นสิบๆ ปี ซึ่งไม่สอดคล้องกับปัจจุบัน จะต้องมีการปรับเพดานเงินสมทบให้สูงขึ้น เพื่อให้เงินบำนาญชราภาพที่ได้รับสูงขึ้นตามด้วย เบื้องต้นจะขยับเป็นขั้นบันได เริ่มจากเพดานสูงสุด 20,000 บาท อีก 3-5 ปี อาจขยับเป็น 25,000 บาท กฎหมายนี้เสนอขอแก้ไขแล้ว หากผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะมีการเก็บเงินสมทบคิดคำนวณจากฐานเพดานเงินสมทบสูงสุดที่ 20,000 บาท ซึ่งจะหักร้อยละ 5 หรือเท่ากับ 1,000 บาท จากเดิมเคยเก็บสูงสุด 750 บาท

ข้อดีของการขยับเงินส่วนนี้ จะทำให้เงินบำนาญชราภาพของผู้ประกันตนได้รับเพิ่มขึ้น สูตรการคำนวณนั้น ให้นำเงิน 5 ปีสุดท้ายของการทำงานมาเฉลี่ย อย่าง 25 ปีก่อน ก็จ่ายมาเรื่อยๆ แต่ 5 ปีสุดท้าย แม้เงินเดือนเท่าไร ก็จะคำนวณที่ 20,000 บาท ซึ่งคนกินเงินเดือนจะได้รับประโยชน์จากจุดนี้ ไม่เพียงเท่านี้ยังมีสิทธิประโยชน์อื่นๆ อีก อะไรที่ต้องคูณตัวฐานค่าจ้าง ผู้ประกันตนได้ประโยชน์แน่นอน เพราะจากเดิมจ่ายน้อย อันใหม่ก็จะเพิ่มขึ้น เช่น ค่าคลอด เดิมจ่ายมากไม่ได้ จ่ายได้แค่ 13,000 บาท เพราะคิดตามเพดานเงินเดิม แต่อันใหม่จะสูงขึ้น รวมทั้งเงินสงเคราะห์ก็จะเพิ่มขึ้นด้วย กรณีผู้ทุพพลภาพ จากเดิมได้เดือนละประมาณ 7,000 บาท เมื่อเปลี่ยนการคำนวณเพดานเงินสมทบใหม่ จะปรับเป็น 10,000 บาททุกเดือน ไปตลอดชีวิต

หลายคนมักนำประกันสังคมไปเปรียบเทียบกับโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) แล้วบอกว่าประกันสังคมด้อยกว่า เรื่องนี้เห็นว่าแต่ละ

สิทธิมีทั้งข้อดีและข้อด้อย แต่ของประกันสังคมนั้นขอให้มองที่ผู้ประกันตนมาตรา 39 ที่ยอมจ่ายเงินสมทบเอง โดยไม่ยอมไปใช้สิทธิบัตรทอง หรือแม้แต่ผู้พิการ ซึ่งก่อนหน้านี้บางกลุ่มมองว่าสิทธิประกันสังคมไม่ดี จนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องออกคำสั่งโดยใช้มาตรา 44 ให้ผู้พิการในระบบประกันสังคมไปใช้สิทธิบัตรทองได้ แต่ไม่ทันไรก็มีอีกกลุ่มไม่อยากออก อยากอยู่ประกันสังคมต่อ

ในส่วนโรงพยาบาลเอกชนที่เป็นเครือข่ายประกันสังคมนั้น จะมีการควบคุมคุณภาพการให้บริการ โดยจะมีการจ้างแพทย์เพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบคุณภาพ และระบบการเบิกจ่ายเงินของโรงพยาบาลเอกชนคู่สัญญา หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีปัญหา เช่น รักษาไม่ได้มาตรฐาน มีการเบิกจ่ายเกินจากความเป็นจริง ฯลฯ จะมีการออกหนังสือเตือน หากยังไม่แก้ไขจะตัดโควต้า ไปจนถึงให้ออกจากประกันสังคม

รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนว่าต้องปลอดจากการทุจริต สปส.จึงตั้งเป้าชัดว่าต้องปลอดทุจริตเช่นกัน โดยในปี 2560-2561 จะพยายาม 1.ปรับปรุงระบบการบริหารองค์กร มีระบบบริหารความเสี่ยง และมีระบบตรวจสอบภายใน ซึ่งจะมีคณะกรรมการไปนั่งทำงานที่สำนักงานประกันสังคม เพื่อคอยดูแล ติดตาม กำกับ และให้คำปรึกษาในการทำงาน 2.จัดทำดัชนีชี้วัดความโปร่งใส เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องรับรู้และเข้าใจกระบวนการเหล่านี้ และประเมินผลโดยบุคคลภายนอก ตั้งเป้าว่าปีแรกอาจทำได้ไม่ครบ แต่จะตั้งเป้าตามตัวชี้วัดต้องได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 และทำอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันจะเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะมากขึ้น อาทิ ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้าง นอกจากนี้ จะไม่ให้เจ้าหน้าที่จับเงิน หรือถ้าต้องจับเงินขอให้น้อยที่สุด โดยใช้ระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ หรือจ่ายเช็ค เป็นต้น ที่สำคัญจะเปิดให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมรับฟังปัญหาต่างๆ และสื่อสารและประชาสัมพันธ์มากขึ้น โดยเฉพาะสายด่วน 1506 จะต้องเป็นสายด่วนที่สื่อสารเข้าใจง่าย และโต้ตอบกับผู้ประกันตนได้รวดเร็วขึ้น

ประกันสังคมจะปฏิรูปได้จริงหรือไม่ นับจากนี้ โปรดติดตาม!