หมอจุฬาฯ แนะอย่ากังวลลองโควิด ยันภาวะนี้ส่วนใหญ่พบในคนอาการหนัก

14.08.22 | 14:40 น.

หมอจุฬาฯ แนะอย่ากังวลลองโควิด ยันภาวะนี้ส่วนใหญ่พบในคนอาการหนัก

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีนักวิชาการระบุถึงภาวะลองโควิด ส่งผลให้คุณภาพชีวิตมีปัญหาว่า ไม่อยากให้ไปวิตกกังวลกับเรื่องนี้มากนัก


“เชื่อว่า ขณะนี้ทั่วโลกการติดเชื้อโควิด-19 มีมาก 1,000 ล้านคนแล้ว และปัญหาลองโควิดมีจริง ไม่ใช่จะไม่มี แต่ส่วนใหญ่จะพบในคนที่ป่วยแล้วอาการหนัก, อยู่ในห้องไอซียู, ใส่ท่อช่วยหายใจ และคนที่ต้องนอนรักษาอาการในโรงพยาบาล (รพ.) เป็นเดือน หรือคนที่มีโรคร่วมหลายโรค ซึ่งก็เป็นไม่นาน อาการก็จะค่อยๆ ดีขึ้น ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องของความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นนอนไม่หลับ เบื่ออาหาร หรือเหนื่อยง่าย” ศ.นพ.ยงกล่าว
ทั้งนี้ ศ.นพ.ยงกล่าวว่า ในยุคของเชื้อเดลต้า พบว่าผู้ที่หายป่วยมีภาวะลองโควิดมาก แต่ในยุคของเชื้อโอมิครอน ปัญหาลองโควิดลดลงครึ่งหนึ่ง เพราะส่วนใหญ่เมื่อติดเชื้อแล้วอาการไม่ได้รุนแรงมาก

“การจะเป็นลองโควิด หมายความว่า ต้องเป็นผู้ป่วยที่มีอาการหนักและรุนแรง นอนไอซียู ใส่ท่อช่วยหายใจ ถ้าหากลองโควิดกระทบต่อคุณภาพชีวิตคนจำนวนมากจริง อย่างนี้คนทั่วโลก หรือแม้แต่ในสหรัฐอเมริกาที่ป่วยจำนวนมาก ร้อยละ 70 ก็ต้องได้รับผลกระทบกันทุกคน” ศ.นพ.ยงกล่าว และว่า สถานการณ์การติดเชื้อวันนี้ เชื่อว่าทั่วโลกมีการติดกันจำนวนมาก และแม้แต่ประเทศไทย ก็มีคนป่วยติดเชื้อมากกว่าที่รายงานในระบบ ที่เก็บเฉพาะผู้ป่วยใน รพ.เท่านั้น จึงคาดว่าประเทศไทยก็มีคนที่เชื้อจำนวนมากแล้วเช่นกัน โดยลองสังเกตรอบตัวเอง จะพบว่าส่วนใหญ่ป่วยติดเชื้อโควิด-19 กันไปแล้ว และพบในกลุ่มวัยทำงานและเด็กวัยเรียนมากขึ้น

ศ.นพ.ยงกล่าวว่า ส่วนที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ลดระดับโควิด-19 จากโรคติดต่ออันตราย เป็นโรคติดต่อต้องเฝ้าระวัง ตามแผนจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้ เห็นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เหมาะสมตามสถานการณ์ เพราะว่าโรคติดต่ออันตรายหมายความว่าป่วย ติดเชื้อ ต้องมีการแจ้งหน่วยงานทางการให้รับทราบ และเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการเข้าไปควบคุมโรคโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย

“การลดระดับนี้มีผลในเชิงกฎหมาย เพราะหากไม่ปรับลด ก็เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนโควิด-19 เป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง ก็เหมือนกับ 55 โรคในบัญชี ที่มีทั้งไข้หวัดใหญ่ มือเท้าปาก เป็นต้น ซึ่งมีผู้ป่วยติดเชื้อจำนวนมาก ไม่สามารถกวาดล้างได้ แต่เราก็อยู่กับโรคได้ โดยโรคก็จะค่อยๆ ลดความรุนแรง ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตโควิด-19 ก็จะเหมือนกับไข้หวัดใหญ่ และคนเราก็ต้องใช้ชีวิตตามปกติ” ศ.นพ.ยงกล่าว

Advertisement