เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่ห้องประชุมและวางแผน (War Room) ชั้น 35 อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, ผศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. และ พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 17/2565 ประเด็นเรื่อง การลงพื้นที่ตรวจเชิงรุกความปลอดภัยของสถานบริการ สถานประกอบการ
นายชัชชาติ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสถานบันเทิงที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ถือเป็นเรื่องที่รุนแรงมาก ส่งผลต่อความมั่นใจนักท่องเที่ยวของประชาชนทั้งประเทศ เรื่องนี้ กทม.ไม่ได้ละเลย และดำเนินการมาตั้งแต่ 20 มิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงที่คณะเข้ามารับตำแหน่งและเริ่มงาน 2 สัปดาห์แรก และเกิดเหตุไฟไหม้ที่ย่านสีลม ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของคำสั่งที่ให้เอกซเรย์ทั้งกรุงเทพ
ส่วนเรื่องการจัดระเบียบโซนนิ่งของสถานบันเทิง ขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุยกับทางตำรวจอย่างเป็นรูปธรรม คาดว่าจะต้องมีการนัดหารือว่าควรจะปรับเปลี่ยนโซนนิ่งอย่างไร กทม.เองมีแผนที่จะร่วมมือกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) อีกหลายเรื่องนอกจากการจัดพื้นที่ยังมีในส่วนของการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อความปลอดภัย ซึ่งกทม.เองอาจจะช่วยลงทุนในระบบกล้องวงจาปิดที่มีระบบปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) สามารถตรวจจับหน้าบุคคลได้
“ในส่วนของกฎหมาย ข้อบังคับที่มีประกาศใช้มาเป็นระยะเวลานานแล้ว มีความตั้งใจว่าจะต้องมีการสังคายนาใหม่แต่เรื่องข้อบัญญัติต่างๆ จะต้องผ่านการประชุมของสภา กทม.ก่อนเพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือการนำสิ่งที่มีอยู่มาปฏิบัติเลย และอนาคตอาจจะมีการพิจารณาว่าส่วนไหนที่ไม่ทันสมัยรวบทำเป็นฉบับเดียวให้เข้าใจง่ายกว่า” นายชัชชาติกล่าว
ด้าน พล.ต.อ.อดิศร์ กล่าวว่า ในส่วนนี้ข้อมูลถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ บริบทของแต่ละสถานที่เปลี่ยนไปตามเวลาหากจะมีการปรับเปลี่ยนระเบียบที่มีการกำหนดไว้มากว่า 20 ปีแล้วส่วนของข้อมูลพื้นฐานข้อมูลยืนยันจะต้องครบถ้วน อำนาจหน้าที่ของ กทม.มีสองอย่างคือการอนุญาตการใช้อาคาร โครงสร้างพอจะเริ่มเปิดให้บริการก็จะให้ใบอนุญาตในส่วนของการประกอบการร้านอาหารและการใช้เสียง แต่ต้องยอมรับว่าเวลาเปิด-ปิด ก็เป็นตัวแปรสำคัญที่ กทม. ไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายเป็นหน้าที่ของตำรวจแต่เรื่องนี้เป็นการทำงานคู่กันต้องประสานงานกันด้วยความเข้าใจเรื่องของกฎหมาย
พล.ต.อ.อดิศร์กล่าวว่า จากการลงพื้นที่เชิงรุกจะเห็นได้ว่าผู้ประกอบการมากกว่า 90% มีความตื่นตัวที่จะปรับปรุงตามคำแนะนำ เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยในสถานประกอบการ หลายที่มีการทุบผนังออกเพื่อที่จะทำประตูทางออกเพิ่มมากขึ้น และอย่างย่านสีลมซอยสองที่เกิดเหตุมีการแก้ไขเชิงกายภาพทั้งหมด
“ต้องยอมรับว่าในส่วนของสถานประกอบการรายย่อยยังให้ความสนใจกับการปรับปรุงความปลอดภัยน้อย ในส่วนนี้อาจจะให้เวลาการแก้ไขเพิ่มให้อยู่ในกรอบที่ผู้ว่าฯกทม.กำหนดไว้ที่หนึ่งเดือน จะได้ครบตามที่ตำรวจนครบาลแจ้งไว้ประมาณ 800 กว่าแห่ง
ตอนนี้ป้ายสัญญาณหนีไฟ กับเครื่องดับเพลิงสีเขียวขาดตลาด เพราะว่าไปรุมกันซื้อรุมกันสั่ง เห็นได้จากสิ่งที่มันขาด และใช้เวลาการติดตั้ง”

ด้าน ผศ.ดร.ทวิดา กล่าวว่า กระบวนการตรวจสอบสถานประกอบการจะมีสองแบบตั้งแต่ 20 มิถุนายนเป็นการตรวจจากสำนักงานเขต สิ่งที่สำนักงานเขตต้องทำร่วมกับสำนักการโยธา และสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย คือ ตรวจส่วนของโควิด ตรวจเรื่องการใช้กัญชาและการใช้สารเสพติดชนิด และเรื่องการตรวจระบบอัคคีภัยเนื่องจากช่วงสัปดาห์ที่เริ่มตรวจมีเหตุเพลิงไหม้หลายที่ ซึ่งแผนการตรวจลักษณะนี้สำนักงานเขตจะมีแผนการตรวจวนรอบจากนั้นข้อมูลส่วนนี้จะถูกนำส่งให้ส่วนกลางเพื่อจะได้พิจารณาว่าสถานประกอบการไหนมีปัญหาจุดใด
ผศ.ทวิดากล่าวว่า หลังจากเกิดเหตุที่อำเภอสัตหีบทางผู้ว่าฯกทม.ได้มีการกำชับอีกครั้งหนึ่งและให้เร่งการตรวจให้เข้มข้นจึงได้มีการจัดตั้งทีมเชิงรุกโดยการนำข้อมูลจากสำนักงานเขตที่รวบรวมมาและลงพื้นที่ตรวจตรวจทวนซ้ำว่าร้านได้มีการทำตามคำแนะนำและเพิ่มเติมในส่วนของข้อปรับแก้ หลังจากลงพื้นที่ตรวจสอบมาเป็นระยะเวลา 10 วันตรวจแล้ว 121 ที่ บางส่วนได้มีการย้ำเตือนให้ปรับปรุงในส่วนโครงสร้างการใช้พื้นที่
ในส่วนที่กังวลคือ เรื่องของการบริหารจัดการพื้นที่เพราะในส่วนของเจ้าของร้านพนักงานเองจะมีความคุ้นเคยรับรู้ว่าทางออกทางหนีไฟอยู่บริเวณไหน แต่สำหรับผู้ที่มาใช้บริการจะไม่ทราบข้อมูลเหล่านี้เป็นพื้นฐาน ประกอบกับจะต้องคำนวณถึงความเหมาะสมในการเดินทางจากพื้นที่ด้านไหนเพื่อออกไปยังดันนอกตัวอาคารเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
“ต้องเตรียมการสื่อสารกับชาวต่างชาติให้ดี เพราะชาวต่างชาติส่วนใหญ่มาเที่ยวไม่คุ้นเคยกับร้านเหมือนเราไปที่ประจำบ่อยๆ” ผศ.ดร.ทวิดากล่าว


