สธ.ชง ศบค.ลดระดับโควิด เป็นโรคเฝ้าระวัง ปรับแนวรักษา 5+5
เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมเรื่องเข้าที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โรคโควิด-19 (ศบค.) ซึ่งจะมีการหารือในวันที่ 19 สิงหาคมนี้ ว่า ในการประชุม ศบค.ชุดใหญ่นี้ ทาง สธ.ก็จะนำเสนอมติการประชุมของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งล่าสุด ที่มีมติการประกาศลดระดับโรคโควิด-19 จากโรคติดต่ออันตราย เป็น โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป ซึ่งจะรายงานให้ ศบค.รับทราบ เพื่อให้มีความเห็นต่างๆ
“อย่างไรก็ตาม จะต้องให้เกียรติ ศบค. เพราะแม้ว่าจะมีการคืนอำนาจตามกฎหมายกลับมาที่ สธ.แล้ว แต่เรายังคงใช้ความร่วมมือกันในการทำงาน ผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการ สธ. ก็รู้สึกว่ามีความจำเป็นที่ต้องเสนอให้ ศบค.รับรู้ รับทราบ เผื่อมีความเห็นใดๆ เพิ่มเติม ไม่ใช่อ้างแต่กฎหมาย เพราะถ้าอ้างแต่กฎหมาย ก็คงมีการประกาศเป็นกฎหมายไปแล้ว” นายอนุทิน กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการหารือถึงบทบาท ศบค. หลังจากลดระดับโรคโควิด-19 เป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง อย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ตนอยากให้มองว่าทุกคนมาทำงานร่วมกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เสียสละลงมาบัญชาการ รวบรวมหน่วยงานต่างๆ เข้าด้วยกัน
“ก็มาดูว่าหากทุกอย่างกลับไปเป็นปกติแล้ว สธ.มั่นใจว่าไม่ต้องพึ่งพาอำนาจของหน่วยงานไหน นายกฯ ก็คงพิจารณาตามสถานการณ์ ตามรายงานที่เราให้ความมั่นใจกับท่าน” นายอนุทิน กล่าว
ด้าน นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ. เปิดเผยว่า ที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์และสาธารณสุข (อีโอซี) โรคโควิด-19 กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีการปรับการประชุมเป็นสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ได้มีประเมินสถานการณ์รายวันและรายสัปดาห์ และแจ้งให้ที่ประชุมรับทราบถึงมติคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ที่จะปรับโรคโควิด-19 จากโรคติดต่ออันตราย เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งจากขั้นตอนนี้ สธ.จะต้องวางแผนการบริหารจัดการโรคโควิด-19 จนถึงเดือนธันวาคม 2565 ทั้งเรื่องการควบคุมโรค การดูแลรักษา วัคซีน และการประชาสัมพันธ์ โดยรูปแบบการรักษานั้น จะต้องให้ยารักษาลงไปถึงระดับร้านขายยา เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยาได้มากขึ้น โดยใช้ใบสั่งแพทย์ไปสั่งซื้อยา
“ส่วนการรักษานั้น ได้มีการทบทวนระยะเวลาการรักษา เพื่อผู้ติดเชื้อที่มีอาการซึ่งถือว่าเป็นผู้ป่วย จากที่ใช้อยู่คือ การรักษาตัว 7 วัน และแยกกักตัวเพื่อสังเกตอาการ 3 วัน หรือ 7+3 ที่ประชุมได้พิจารณาปรับแนวทางการรักษาใหม่ให้เป็น 5+5 คือ รักษาตัว 5 วัน แยกกักเพื่อสังเกตอาการ 5 วัน ส่วนเรื่องยาโมลนูพิราเวียร์ จะเป็นยาหลักในการรักษา ซึ่งมีเพียงพอ” นพ.เกียรติภูมิ กล่าวย้ำ

