ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง ‘สรรพสิทธิ์’ อดีตผช.อธิการบดีสจล.-พวกรวม 4 คนรอดตาม ‘ถวิล พึ่งมา’

17.08.22 | 12:50 น.

ศาลอุทธรณ์พิพากษาเเก้ ยกฟ้อง ‘สรรพสิทธิ์’ อดีต ผช.อธก. สจล.กับพวกรวม 4 คนรอดตาม ‘ถวิล พึ่งมา’ คดีทุจริตเงินสถาบันการศึกษา-ฟอกเงินร่วมพันล้าน ส่วนอีก 7 คนที่เหลือยืนคุกตามศาลชั้นต้น จำเลยบางคนเตรียมฟ้องกลับถูกกล่าวหามาหลายปี


เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่ศาลอาญามีนบุรี ถนนสีหบุรานุกิจ ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีทุจริตเงินสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) 3 สำนวน ในคคดีหมายเลขดำ อ.1992/2558, อ.6499/2558, อ.4592/2560 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 11 (อัยการจังหวัดมีนบุรี) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายทรงกลด ศรีประสงค์ อายุ 47 ปี อดีตผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาบิ๊กซีสุวินทวงศ์ จำเลยที่ 1, น.ส.อำพร น้อยสัมฤทธิ์ อายุ 63 ปี ผู้อำนวยการส่วนการคลัง สจล. ที่ 2, นายพูนศักดิ์ บุญสวัสดิ์ อายุ 34 ปี ที่ 3, น.ส.จันทร์จิรา โสประดิษฐ์ อายุ 34 ปี ที่ 4, นายสมบัติ โสประดิษฐ์ อายุ 51 ปี ที่ 5, นางระดม มัทธุจัด อายุ 62 ปี ที่ 6, นายจริวัฒน์ สหพรอุดมการณ์ อายุ 39 ปี ที่ 7, นายภาดา บัวขาว อายุ 35ปี ที่ 8, นายถวิล พึ่งมา อายุ 68 ปี อดีตอธิการบดี (อธก.) สจล.ที่ 9, นายสรรพสิทธิ์ ลิ่มนรรัตน์ อายุ 58 ปี อดีต ผช.อธก. ที่ 10, นายสลุต ราชบุรี อายุ 61 ปี ที่ 11, นายกิตติศักดิ์ มัทธุจัด ที่ 12, นายสมพงษ์ สหพรอุดมการณ์ ที่ 13 และนายธวัชชัย ยิ้มเจริญ ที่ 14

ในความผิดฐาน ร่วมกันลักทรัพย์, ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม, ร่วมกันปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอม, เป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือผู้อื่นโดยทุจริต, เป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด, ร่วมกันฟอกเงิน, สนับสนุนพนักงานมีหน้าที่ซื้อทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริต, สนับสนุนพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 264, 265, 266, 268, 335, พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กร หรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 3, 4, 8, 11 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปราบการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3, 5, 7, 10, 60

โดยท้ายฟ้องของให้จำเลยทั้ง 14 ร่วมกันชดใช้เงิน 950,588,653.22 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ให้จำเลยทั้งสิบสี่ ร่วมกันชดใช้เงิน 80,000,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 3 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

Advertisement

จากกรณีเมื่อระหว่างวันที่ 25 มิ.ย.-12 พ.ย.55 ต่อเนื่องในปี 2557 พวกจำเลยได้ร่วมกันยักยอกทรัพย์เบียดบังทรัพย์ 689 ล้านบาทเศษ ของ สจล.ไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต และยังร่วมกันฟอกเงิน 303 ล้านบาทเศษด้วย ซึ่งจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

โดยคดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 ธ.ค.61 พิพากษาให้จำคุกจำเลยรวม 11 คน ยกฟ้อง 3 คน โดยเห็นว่า การกระทำของ นายทรงกลด จำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามฟ้องฐานลักทรัพย์ของนายจ้าง, ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม, ปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอม กับฟอกเงิน จำคุกรวม 193 ปี 8 เดือน คำให้การเป็นประโยชน์อยู่บ้างลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุก 145 ปี 3 เดือน โดยโทษกระทงหนักสุดที่จำคุกสูงสุดนั้นเกินกว่า 10 ปี ดังนั้นเมื่อรวมลงโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกทั้งสิ้น 50 ปี โดยให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินคืน สจล.โจทก์ร่วมที่ 1 ตามแคชเชียร์เช็ค 2 ฉบับ รวม 80 ล้านบาท และคืนเงิน ธ.ไทยพาณิชย์ โจทก์ร่วมที่ 2 อีก 636,795,884.80 บาท

ส่วน น.ส.อำพร อดีต ผอ.ส่วนการคลัง สจล. จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรฯด้วย มาตรา 4, 8 รวมจำคุกทั้งสิ้น 203 ปี ลดโทษ 1 ใน 4 คงจำคุก 152 ปี 3 เดือนโดยโทษกระทงหนักสุดที่จำคุกสูงสุดนั้นเกินกว่า 10 ปี ดังนั้นเมื่อรวมลงโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกทั้งสิ้น 50 ปี โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมจำเลยที่ 1 ชดใช้เงินคืน สจล.โจทก์ร่วมที่ 1 ตามแคชเชียร์เช็ค 2 ฉบับ รวม 80 ล้านบาท และคืนเงิน ธ.ไทยพาณิชย์ โจทก์ร่วมที่ 2 อีก 608,675,884.80 บาท

ส่วนนายพูนศักดิ์ จำเลยที่ 3 ให้จำคุกฐานร่วมกันฟอกเงิน 12 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกทั้งสิ้น 9 ปี
น.ส.จันทร์จิรา ที่ 4 ให้จำคุกฐานร่วมกันฟอกเงิน 6 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกทั้งสิ้น 4 ปี 6 เดือน
นางระดม มัทธุจัด ที่ 6 ให้จำคุกฐานร่วมกันฟอกเงิน 18 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกทั้งสิ้น 13 ปี 6 เดือน

นายจริวัฒน์ ที่ 7 ให้จำคุกฐานร่วมกันฟอกเงิน 12 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกทั้งสิ้น 9 ปี

นายสรรพสิทธิ์ อดีต ผช.อธก. ที่ 10 ให้จำคุกฐานร่วมกันฟอกเงิน 33 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกทั้งสิ้น 24 ปี 9 เดือน ให้ร่วมจำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนเงิน ธ.ไทยพาณิชย์ โจทก์ร่วมที่ 2 อีก 55,972,785.80 บาท

นายสลุต ที่ 11 ให้จำคุกฐานร่วมกันฟอกเงิน 12 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกทั้งสิ้น 9 ปี
นายกิตติศักดิ์ มัทธุจัด กก.บริษัทมัทธุจัด จก.ที่ 12 ที่รับโอนเงินจากการฉ้อฉลเข้าบัญชี ให้จำคุกฐานร่วมกันฟอกเงิน 36 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกทั้งสิ้น 27 ปี โดยโทษกระทงหนักสุดที่จำคุกสูงสุดนั้นเกินกว่า 3 ปีแต่ไม่เกิน 10 ปีดังนั้นเมื่อรวมลงโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกทั้งสิ้น 20 ปี
นายสมพงษ์ ที่ 13 ให้จำคุกฐานร่วมกันฟอกเงิน 6 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกทั้งสิ้น 4 ปี 6 เดือน
และนายธวัชชัย ที่ 14 ให้จำคุกฐานร่วมกันฟอกเงิน 6 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกทั้งสิ้น 4 ปี 6 เดือน

ให้ยกฟ้องในส่วนนายสมบัติ ที่ 5, นายภาดา ที่ 8, นายถวิล พึ่งมา อดีต อธก.สจล.ที่ 9

โดยนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์วันนี้ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วมที่ 1 ทนายโจทก์ร่วม ที่ 2

จำเลยที่ 4-11 ที่ จำเลยที่ 13, 14 ส่วนจำเลยที่ 1, 12 พิจารณาผ่านระบบการประชุมทางจอภาพจากเรือนจำกลางคลองเปรม
จำเลยที่ 2 ปรากฏตัวผ่านจอภาพจาก โรงพยาบาลราชทัณฑ์ และจำเลยที่ 3 ปรากฏตัวผ่านจอภาพจาก เรือนจำพิเศษกรุงเทพ

โดยศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือเเล้วพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 7, 10, 13, 14 ท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

สำหรับจำเลยที่ 1-3, 6, 12 ได้แถลงต่อศาล ขอให้ออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดในวันนี้ ศาลอนุญาตให้ออกหมายจำคุกถึงที่สุด

นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความเปิดเผยว่า คดีนี้ มีข้อพิรุธตั้งแต่เริ่มต้น เนื่องจากเงินของสถาบันการศึกษาถูกยักยอกไปก่อนที่นายถวิลจะมาดำรงตำแหน่งอธิการบดี แต่กลับโยนความผิดให้กับนายถวิล กล่าวหาว่าเป็นผู้ยักยอกคนเดียวทั้งหมด ซึ่งคดีนี้มีข้อพิรุธหลายกรณี เช่น การมอบอำนาจให้นักการภารโรงทำหน้าที่ในการเบิกจ่ายเงินจำนวน 150 ล้านบาท ของสถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติ ดังนั้น จึงเรียกร้องให้ตำรวจสอบสวนกลาง รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามารับผิดชอบในการสอบสวนดำเนินคดีเพิ่มเติมเนื่องจากเชื่อว่ายังมีผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดอีกหลายคน ส่วนการเรียกร้องความเป็นธรรม นายถวิลอยู่ระหว่างการพิจารณาสำนวนคดีและคำเบิกความคดีนี้ เพื่อประกอบการยื่นคำร้องตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ขณะที่นายภาดาจำเลยที่ 8 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้อง เปิดเผยว่า มอบหมายให้ทนายความรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อฟ้องร้องเอาผิดกลับ ผู้ที่เกี่ยวข้องในการกล่าวหาทุกคน เพราะที่ผ่านมาชีวิตและการทำงาน ได้รับผลกระทบจากการกล่าวหาว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตนี้ ซึ่งวันนี้ผ่านมา 4 ปี 8 เดือน ถือว่าตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์และได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมแล้ว