สธ.ชง ศบค.ชุดใหญ่ ลดสถานะโควิดเป็นโรคเฝ้าระวัง ย้ำข้อดี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

18.08.22 | 15:41 น.

‘เสี่ยหนู’ เผย สธ.ชง ศบค.ชุดใหญ่ ลดสถานะโควิด-19 เป็น โรคที่ต้องเฝ้าระวัง ไม่ชัดปมจุดไหนที่ต้องยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

เมื่อเวลา 12.50 น. วันที่ 19 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ชุดใหญ่ ในวันที่ 19 สิงหาคมนี้ ว่ากระทรวงสาธารณสุขจะนำเสนอให้ที่ประชุมรับทราบถึงมติของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ที่ว่าด้วยเรื่องของการลดระดับสถานการณ์โควิด-19 จากโรคติดต่อร้ายแรงเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวัง


ผู้สื่อข่าวถามว่าสาธารณสุขจะเสนอให้ที่ประชุม ศบค.พิจารณาใช้กฎหมายปกติได้แล้วหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า คงเป็นส่วนประกอบ เพราะพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ที่นำมาควบคุมสถานการณ์โควิด-19 เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีและ ศบค.เป็นผู้ประกาศบังคับใช้ และข้อมูลของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติให้โรคโควิด-19 เป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวัง เหมือนกับการเปลี่ยนจากพื้นที่สีแดง ให้เป็นพื้นที่สีส้มอ่อนๆ ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางที่ใช้ประกอบการตัดสินใจในเรื่องของการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินได้อีกแนวทางหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับ ศบค.

ผู้สื่อข่าวถามว่าในสถานการณ์โควิด-19 ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขมองว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินยังมีความจำเป็นหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ความจริงมีผลหลายอย่าง อย่าไปมองว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะมาจำกัดสิทธิเสรีภาพเพราะตรงนี้ไม่เกี่ยวกัน เป็นเรื่องของการควบคุมสถานการณ์โรคระบาดเท่านั้น การมี พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นทำให้การดูแลรักษาผู้ป่วยเป็นไปได้ด้วยความคล่องตัวมากขึ้น เมื่อต้องการเวชภัณฑ์ ยา วัคซีน ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะมีกระบวนการที่ทำให้เกิดความรวดเร็วขึ้นได้ การมี พ.ร.ก.ฉุกเฉินเท่ากับการมี ศบค. เมื่อมีปัญหาเร่งด่วนก็สามารถนำเข้าประชุม ศบค.ได้ โดยมีทุกภาคส่วนได้รับทราบ ทั้งนายกรัฐมนตรี ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร อาจารย์แพทย์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์ คมนาคม พาณิชย์ จะเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วน ทำให้ผู้ปฏิบัติงานมีความสบายใจ มั่นใจ ที่จะดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ เหมือนมีที่พิงหลังให้ข้าราชการที่ต้องดูแลประชาชน หากไม่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉินทุกอย่างต้องเป็นไปตามระเบียบพัสดุ และระเบียบต่างๆ ซึ่งถ้าทุกคนเข้าใจได้ ร่วมมือได้ พยายามรักษาตัวเองไม่ให้มีอาการรุนแรงก็จะค่อยๆ ปรับไป

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะต้องถึงสถานการณ์จุดใดจึงควรยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เนื่องจากขณะนี้ก็ใกล้เลือกตั้งแล้ว นายอนุทินกล่าวว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินในกรณีนี้ไม่ได้ไปกระทบวิถีชีวิตของใครแต่อย่างใด น่าจะเป็นสิ่งที่ดีเสียด้วยซ้ำ เพราะสามารถรวบรวมความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ได้ ซึ่งตรงกับช่วงจังหวะเวลาที่เราจะไปดูแลประชาชนได้อย่างเต็มที่ ถือเป็นหนึ่งในข้อมูลที่หากจะมีการพิจารณาไม่ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไปในอนาคตนี่ก็เป็นอีกข้อมูลหนึ่งที่ว่าลดระดับจากการเป็นโรคติดต่อร้ายแรง ซึ่งระบาดมากว่า 2 ปี ลงมาเป็นโรคติดต่อเฝ้าระวัง ลดสถานะของโรค ก็น่าจะเป็นแนวโน้มที่ดี

เมื่อถามถึงแนวโน้มการใช้วัคซีนตัวใหม่ของประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ในต่างประเทศสามารถใช้ควบคุมโรคโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า และโอมิครอนได้แล้ว นายอนุทินกล่าวว่า หากคณะกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันซึ่งประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ พิสูจน์แล้วเห็นชอบก็จะนำเสนอ เมื่อเขาเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์เราก็จะนำมาพิจารณา เราพร้อมทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับประชาชน

Advertisement

ผู้สื่อข่าวถามว่าประเทศไทยต้องรอก่อนใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เป็นเรื่องทางการแพทย์ จึงต้องมีหลักทางการแพทย์มาเป็นตัวนำ เพื่อนำยาหรือวัคซีน หรือเวชภัณฑ์มาให้ประชาชน โดยต้องมีขั้นตอน