อนุทิน ยกย่อง ผอ.รพ.ชุมชน เสียสละดูแลสุขภาพคนชนบท ย้ำ! กัญชาเป็นอนาคตการแพทย์และเศรษฐกิจ
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ต จ.ปทุมธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมโครงการพัฒนาศักยภาพผู้อำนวยการโรงพยาบาล (รพ.) ชุมชนปี 2565 “สร้างสุขภาพอย่างไร ในยุคเปลี่ยนผ่าน” จัดโดยชมรมผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน พร้อมทั้งมอบโล่ให้กับผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนที่เกษียณอายุราชการ และมอบใบประกาศเกียรติคุณแก่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน ที่ปฏิบัติงานครบ 30 ปี และ 25 ปี
นายอนุทินกล่าวว่า รพ.ชุมชน มีความสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายด้านสุขภาพและลดความเหลื่อมล้ำ ช่วยให้ประชาชนในเขตชนบทห่างไกลเข้าถึงระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพมาตรฐาน ทั้งการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค รักษาโรค ฟื้นฟูสุขภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค โดยเฉพาะช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ช่วยเชื่อมต่อระบบบริการและเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบบริการปฐมภูมิ เป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนตามนโยบายหมอประจำตัว 3 คน ดังนั้น ผู้ที่จะมาเป็นผู้อำนวยการ รพ.ชุมชน จึงต้องมีความมุ่งมั่น เสียสละ อดทน มีความรู้ความสามารถทั้งด้านบริการ วิชาการ และบริหาร ภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ประสานบูรณการงานกับหน่วยงานอื่น ชุมชนและภาคีเครือข่ายต่างๆ ให้เกิดความร่วมมือพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพมาตรฐานและยั่งยืน

นายอนุทินได้ปาฐกถาพิเศษ “กัญชา…จากยาเสพติด สู่อนาคตของการแพทย์และเศรษฐกิจไทย” ตอนหนึ่งว่า หลังปลดล็อกกัญชามา 2 เดือนเศษ ยืนยันได้ว่านโยบายกัญชาเสรีเพื่อสุขภาพและการแพทย์ไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบต่อสังคมอย่างที่หลายคนกังวล โดยผู้ป่วยภาวะพิษเฉียบพลันจากการใช้ผลิตภัณฑ์กัญชามีแนวโน้มลดลง โดยข้อมูลวันที่ 6 มิถุนายน-16 สิงหาคม 2565 ทั้งประเทศมี 60 คน เฉลี่ยวันละคน ซึ่งถือว่าน้อยมาก เนื่องจากมีการตั้งคณะกรรมการสื่อสารและประชาสัมพันธ์การใช้กัญชาอย่างเข้าใจและถูกต้องทั่วประเทศ โดยเฉพาะในแอพพลิเคชัน “ปลูกกัญ” ที่ให้คนมาจดแจ้งการปลูก มีการให้ข้อมูลการใช้กัญชาอย่างเหมาะสมเช่นกัน ทำให้คนไทยมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น ซึ่งเราต้องไว้ใจว่าประชาชนสามารถเรียนรู้ที่จะดูแลสุขภาพตนเองได้ ส่วนหน้าที่ของรัฐคือสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งข้อมูล ความรู้ และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากพืชเศรษฐกิจตัวใหม่นี้อย่างเต็มที่
นายอนุทินกล่าวว่า สิ่งที่ทำร้ายสุขภาพคนไทยไม่ใช่กัญชาแต่เป็น “ยาบ้า” โดยปี 2564 มีผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติดจากยาบ้าถึง 79.2% ส่วนกัญชามีการบำบัดเพียง 4.21% และเชื่อว่าจะลดลงต่อเนื่อง หลังได้รับความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ส่วนการนำกัญชาไปใช้ในทางที่เกิดโทษเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ ระหว่างที่ร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ. … กำลังจะผ่านสภา ได้มีการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข 4 ฉบับ ครอบคลุมการใช้กัญชาในหลายรูปแบบ ได้แก่ การห้ามสูบกัญชาในที่สาธารณะ การห้ามจำหน่ายกัญชาที่เป็นสมุนไพรควบคุมให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี สตรีมีครรภ์ และสตรีให้นมบุตร การห้ามใช้ช่อดอกปรุงอาหาร และการกำหนดให้ร้านจำหน่ายอาหาร/เครื่องดื่มที่ใส่กัญชา ต้องติดป้ายแสดงสัญลักษณ์และให้ข้อมูลผู้บริโภคทุกเมนู ซึ่งผู้ที่ฝ่าฝืนจะมีโทษทั้งจำและปรับ
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- อนุทิน ชี้ปลดล็อกกัญชา 2 เดือน ไม่มีนัยยะเสพมากขึ้น อ้อนรบ.สมัยหน้า ขออยู่สธ.สานต่อให้เสร็จ
- “ศุภชัย” ยัน นโยบายกัญชาคือ “ผลงานภูมิใจไทย” ไม่จำเป็นต้อง“โบ้ย”ใครมารับผิดชอบ

“สำหรับการใช้กัญชาทางการแพทย์ ในช่วง 2 ปี รพ.ในสังกัด สธ.มากกว่า 200 แห่ง มีคลินิกกัญชาทางการแพทย์ให้ประชาชนได้รับยากัญชาที่มีคุณภาพและปลอดภัย ทั้งจากแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนไทย ขณะนี้กรมการแพทย์ มีผลวิจัยประโยชน์กัญชาทางการแพทย์ 6 ข้อ คือ ลดภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด รักษาโรคลมชักที่รักษายากในเด็ก และโรคลมชักที่ดื้อต่อยา ลดภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วย
ปลอกประสาทแข็ง ลดภาวะปวดประสาทส่วนกลาง ลดภาวะเบื่ออาหารผู้ป่วยเอดส์ที่น้ำหนักตัวน้อย และเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วยที่รับการดูแลแบบประคับประคอง
“นอกจากนี้ ยังมีตำรับยาจากกัญชาจำนวนมากที่บรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร ซึ่งในอนาคตจะช่วยลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศได้ เช่น ยานอนหลับจากกัญชา ที่ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กำลังวิจัย หากสำเร็จจะลดการนำเข้าและเพิ่มการส่งออกได้ เพราะปัญหานอนไม่หลับเป็นปัญหาสุขภาพของคนทั่วโลก” นายอนุทินกล่าว
นายอนุทินกล่าวอีกว่า กัญชาทางการแพทย์ยังเป็นโอกาสทางธุรกิจด้วย โดยสัปดาห์หน้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียจะมาหารือทวิภาคี เนื่องจากมีการประกาศนโยบายกัญชาทางการแพทย์เช่นกัน ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคต โดยปัจจุบันไทยมีพื้นที่ปลูกกว่า 7.5 พันไร่ มูลค่าอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รวม 2.8 หมื่นล้านบาท คาดว่า 3 ปีข้างหน้าจะโต 10-15% ซึ่งหากส่งออกได้จะสร้างส่วนแบ่งในตลาดโลกที่คาดว่าจะมีมูลค่ากว่า 1.039 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3.53 ล้านล้านบาท หลายประเทศในโลกจึงเริ่มไปในแนวทางเดียวกัน เช่น เยอรมนีก็อยู่ในกระบวนการออกกฎหมายกัญชาเสรี เป็นต้น

