สั่งจำคุก “วิชัย กฤษดาธานนท์” 860 ปี ฟอกเงินกู้ 1.04 หมื่นล้าน ลูกติดร่างแหด้วยโทษ 118 ปี-เลขา-ลูกน้องอีกระนาว 4 คน
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีร่วมกันฟอกเงินที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวิชัย กฤษดาธานนท์ อายุ 83 ปี อดีตผู้บริหารกฤษดามหานคร ที่ 1 นายรัชฎา กฤษดาธานนท์ อายุ 56 ปี บุตรชายนายวิชัย อดีตกรรมการผู้มีอำนาจบริษัท โบนัส บอร์น จำกัด ที่ 2 นายบัญชา ยินดี อายุ 63 ปี อดีตกรรมการผู้มีอำนาจบริษัท อาร์เค โปรเฟสชั่นนัล จำกัด และบริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี่ อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด เป็นบริษัทในเครือ บมจ.กฤษดามหานคร ที่ 3 น.ส.เพชรรัตน์ เทพสัมฤทธิ์พร อายุ 51 ปี อดีตเลขานุการนายรัชฎา ที่ 4 นายปภพ สโรมา อายุ 69 ปี ผู้มีชื่อเป็นกรรมการใน 3 บริษัท ประกอบด้วย บจก.อาร์เค, บจก.โกลเด้น, บริษัท แกรนด์ คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมูนิเคชั่น จำกัด ที่ 5 และนายธีรโชติ พรมคุณ อายุ 58 ปี พนักงานของ บมจ.กฤษดามหานคร ที่ 6 ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน
โดยอัยการโจทก์ระบุฟ้องพฤติการณ์ความผิดจำเลยทั้งหมดสรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 11 กันยายน 2546-ธันวาคม 2547 หลังจากที่มีการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อธนาคารกรุงไทย ผู้เสียหาย ให้กับ บมจ.กฤษดามหานคร และบริษัทในเครือโดยมิชอบแล้ว จำเลยทั้ง 6 คน กับพวกอีกหลายคนสมคบกันฟอกเงินที่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อโดยมิชอบ จำนวน 10,400,000,000 บาท โดยมีการนำบริษัทนิติบุคคลที่จำเลยที่ 1-3 มีอำนาจกระทำการแทนมาใช้ในการโอนและรับโอนเงิน โดย น.ส.เพชรรัตน์ จำเลยที่ 4 เลขานุการของนายรัชฎา จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่จัดหาบัญชีธนาคารพาณิชย์และบัญชีซื้อขายของบุคคลอื่น เพื่อให้จำเลยที่ 1 กับพวกนำเงินที่ได้จากการกระทำผิดไปใช้ซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยมีนายปภพ จำเลยที่ 5 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คจากบัญชีธนาคารของ บจก.โกลเด้น ที่รับโอนเงินจากการกระทำผิดไปเข้าบัญชี บจก.แกรนด์ คอมพิวเตอร์ แล้วนำมาชำระหนี้ค่าซื้อหุ้นแปลงสภาพ บมจ.กฤษดามหานคร
ขณะที่นายธีรโชติ จำเลยที่ 6 พนักงานขับรถประจำตัวนายวิชัย ทำหน้าที่เปิดบัญชีธนาคารพาณิชย์เพื่อให้นายวิชัยโอนเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดแล้วทำหน้าที่นำเช็คของธนาคารที่นายวิชัยสั่งจ่ายไปเบิกถอนเป็นเงินสดตามคำสั่งนายวิชัย ขณะที่เมื่อ บจก.อาร์เค และ บจก.โกลเด้น ได้รับการอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารกรุงไทยแล้วไม่ได้นำไปปรับโครงสร้างหนี้และจัดซื้อที่ดินเพิ่มเติมตามเหตุผลการขอสินเชื่อ แต่นายบัญชา อดีตกรรมการบริษัททั้งสองกลับร่วมกับพวกนำเงินนั้นไปออกเช็คแล้วฝากเข้าบัญชีบุคคลต่างๆ ก่อนจะเบิกถอนเงินสดไปซื้อขายหุ้นและที่ดิน โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างหนี้ ระหว่างนั้นพวกจำเลยยังร่วมกันออกเช็คในนามบริษัทนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าบัญชีธนาคารของพวกจำเลยอีกหลายครั้ง การกระทำของนายธีรโชติกับพวกดังกล่าวเป็นการโอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือ เพื่อซุกซ่อน ปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษ หรือรับโทษน้อยลง ในความผิดมูลฐาน หรือกระทำการเพื่อปกปิด อำพรางการได้มา การโอนซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด อันเป็นการสมคบกันฟอกเงิน รวมทั้งสิ้น 141 กรรม
ท้ายฟ้องอัยการโจทก์ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามความผิดและนับโทษ นายวิชัย นายรัชฎา และนายบัญชา จำเลยที่ 1-3 คดีนี้ต่อจากโทษในคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาให้จำคุกทั้งสามไว้คนละ 12 ปี คดีทุจริตปล่อยสินเชื่อระหว่างธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับกฤษดามหานคร ที่ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกไว้คนละ 12 ปีด้วย จำเลยทั้ง 6 ให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดี
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า จำเลยทั้งหกกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ฟอกเงิน มาตรา 5, 9 และ 60 ป.อาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรม ตามมาตรา 91 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กระทำความผิด 133 กรรม รวมโทษจำคุกเป็นเวลา 860 ปี จำเลยที่ 2 ทำผิด 28 กรรม รวมจำคุก 118 ปี จำเลยที่ 3 ทำผิด 52 กรรม รวมจำคุก 416 ปี จำเลยที่ 4 จำคุก 38 ปี จำเลยที่ 5 ทำผิด 25 กรรม รวมจำคุก 235 ปี และจำเลยที่ 6 ทำผิด 39 กรรม รวมจำคุก 262 ปี แต่ตามกฎหมายเมื่อรวมโทษจำคุกแล้วให้ลงโทษจำคุกได้ไม่เกิน 20 ปี พิพากษาจำคุกจำเลยทั้งหกคนละ 20 ปี
ทั้งนี้ แม้โจทก์ไม่ได้ขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์ แต่เมื่อเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดจากการทุจริตปล่อยสินเชื่อแบงก์กรุงไทย ศาลจึงมีอำนาจสั่งให้ริบทรัพย์ แต่เมื่อทรัพย์ถูกโอนย้ายไปแล้วซึ่งยากต่อการติดตามคืน จึงพิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้เงิน จำนวน 8,868 ล้านบาทเศษ ภายใน 30 วัน หากผิดนัดชำระให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับตั้งแต่วันผิดนัดชำระ และให้บังคับเอาทรัพย์สินของจำเลยได้ไม่เกินจำนวนที่แต่ละคนค้างชำระ
ภายหลัง ศาลอาญาคดีทุจริตฯกลาง มีคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 1, 2, 4, 5, 6 ได้ยื่นขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์คดี โดยศาลอาญาคดีทุจริตฯกลาง เห็นควรส่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราวให้ศาลอุทธรณ์ เป็นผู้พิจารณา โดยในวันนี้ศาลอุทธรณ์ยังไม่ส่งคำสั่งประกันกลับมา ดังนั้นจำเลยจึงถูกคุมเข้าเรือนจำก่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้จำเลยทั้ง 5 เดินทางมาศาล ประกอบด้วย จำเลยที่ 1 นายวิชัย กฤษดาธานนท์ (ได้รับการพักโทษคดีในศาลฎีกาคดีฟอกเงินทุจริตเงินกู้กรุงไทย) จำเลยที่ 2 นายรัชฎา กฤษดาธานนท์ บุตรชายของนายวิชัย จำเลยที่ 4 น.ส.เพชรรัตน์ เทพสัมฤทธิ์พร จำเลยที่ 5 นายปภพ สโรมา และจำเลยที่ 6 นายธีรโชติ พรมคุณ เดินทางมาศาล ส่วนจำเลยที่ 3 นายบัญชา ยินดี ถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำ โดยมีการอ่านคำพิพากษาทางไกลผ่านจอภาพ

