เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุง (บก.ภ.จว.พัทลุง) พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ต.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รอง ผบช.ภ.1 พร้อมคณะเร่งสืบสวนและสอบสวนคดีทุจริตภายในสหกรณ์ออมทรัพย์จังหวัดพัทลุง สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นสมาชิกสหกรณ์จังหวัดพัทลุงรวมตัวกันยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมจาก พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ให้ช่วยติดตามคดีการทุจริตภายในสหกรณ์ออมทรัพย์จังหวัดพัทลุง ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและครอบครัวที่เป็นสมาชิกได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก และคดีดังกล่าวมีความสลับซับซ้อนแม้มีเจ้าหน้าที่หลายคนถูกพบว่ากระทำผิด แต่ยังทำงานในสหกรณ์ได้ซึ่งอาจทำให้พยานหลักฐานต่างๆ สูญหายหรือถูกแก้ไขไปอีก รวมมูลค่าความเสียหายมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท
พล.ต.ท.สุรเชษฐ์กล่าวว่า ต่อมา พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. สั่งการให้ตนเร่งสืบสวนและสอบสวนคดีที่เกิดขึ้นและออกคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 293/2565 ลงวันที่ 22 มิ.ย.65 แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนตามคำสั่งดังกล่าว มีอำนาจในการสืบสวนคดีร่วมกันทุจริตเงินสหกรณ์ออมทรัพย์พัทลุง จำกัด เพื่อเร่งคลี่คลายคดีและติดตามทรัพย์สินที่ถูกประทุษร้ายกลับคืนให้กลุ่มผู้เสียหาย จากการสืบสวนพบว่าช่วงปี พ.ศ.2563 หลังจากสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจพัทลุง จำกัด มีการเปลี่ยนตัวผู้จัดการสหกรณ์และคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ รวมทั้งมีการตรวจสอบการดำเนินการทางบัญชีสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจพัทลุง พบความผิดปกติทางบัญชีซึ่งเกี่ยวข้องกับการทุจริตของคณะกรรมการดำเนินการ ฝ่ายจัดการเจ้าหน้าที่และบุคคลภายนอกรวมหลายราย จึงร้องทุกข์ดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทลุง เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย จากการสอบสวนพยานบุคคลและรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องพบกลุ่มผู้ต้องหาประกอบด้วยคณะกรรมการดำเนินการ ผู้จัดการ เจ้าหน้าที่สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจพัทลุง จำกัด และบุคคลภายนอก 25 คน มีพฤติการณ์ในการร่วมกันวางแผน แบ่งหน้าที่กันทำและลงมือกระทำความผิดหลายกรรมหลายวาระต่างกัน เป็นเวลาต่อเนื่องกันมาเป็นเวลายาวนาน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 จนถึงปี พ.ศ.2563 โดยมีรูปแบบการกระทำความผิดมากกว่า 10 วิธี เช่น ตกแต่งบัญชีของสมาชิกและไม่ได้เป็นสมาชิก การตกแต่งบัญชีลูกหนี้และลูกหนี้ที่ไม่มีตัวตน หรือตกแต่งบัญชีเกินความเป็นจริง การปลอมใบเสร็จรับเงิน เป็นต้น รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 1,577,836,978.14 บาท ต่อมาห้วงระหว่างวันที่ 6-8 มิ.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 25 คน ตามหมายจับศาลจังหวัดพัทลุง ประกอบด้วย นางสาวสุภา สุวรรณเดชากุล อายุ 68 ปี นางสุพร ชัยเพชร อายุ 62 ปี นางสุชาดา ไสยสุวรรณ อายุ 61 ปี นางสาวจุฑารัตน์ เมืองสง อายุ 31 ปี นางสาวนันทิยา โชติพานิช อายุ 52 ปี นางอัมพร ดำเรือง อายุ 55 ปี นางพัชราภรณ์ ขุนชิต อายุ 39 ปี นางสาวสุกัญญา คำจัน อายุ 43 ปี นางสาวปาณิศา กรดแก้ว อายุ 40 ปี นางสาวสุวนันท์ ทองใหญ่ อายุ 30 ปี นางสาวกชกร บุญโยม อายุ 26 ปี นายไกรศิริ สินคุ่ย อายุ 38 ปี พ.ต.ท.วิเชียร นวลจันทร์ อายุ 53 ปี ร.ต.ต.พันธ์ชัย ชัยด้วง อายุ 55 ปี ด.ต.ชุณฐกฤตม์ ชุมวงค์ อายุ 52 ปี พ.ต.อ.ชำนาญ คงชู อายุ 60 ปี ร.ต.ท.อรุชา ช่วยกิจ อายุ 56 ปี ร.ต.อ.ธนเวทย์ ปัตตังถาโต อายุ 53 ปี ด.ต.วิชา ชูศรี อายุ 75 ปี นางสารภี ชูศรี อายุ 68 ปี นายศิรัฐโรจ ชูศรี อายุ 44 ปี นางมณฑา ประภาวัต อายุ 75 ปี นายวิเชียร ใหม่แก้ว อายุ 53 ปี นางพรศรี ละงู อายุ 74 ปี และ นางสาวพัชรา ชุณลาหานาจ อายุ 40 ปี โดยกล่าวหาว่า ลักทรัพย์ โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป, ร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างหรืออยู่ในความครอบครองของนายจ้าง, ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ และใช้เอกสารสิทธิปลอม, ร่วมกันปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอม
พล.ต.ท.สุรเชษฐ์กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของเจ้าหน้าที่ พบว่ามีการเงินออกจากบัญชีสหกรณ์ออมทรัพย์ไปยังเครือญาติใกล้ชิดของกลุ่มเครือข่ายผู้ต้องหาในเขตพื้นที่ 9 จังหวัด จึงอายัดบัญชีธนาคารและขออนุมัติหมายค้นศาลอาญา เพื่อเข้าตรวจค้น 74 เป้าหมายในพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง, ภูเก็ต, นครศรีธรรมราช, ตรัง, กระบี่, ประจวบคีรีขันธ์, จันทบุรี, ระยอง และกรุงเทพมหานคร โดยผลการตรวจค้น 1.อายัดบัญชีผู้ต้องหา รวม 37 บัญชี เงินคงเหลือในบัญชี 4,369,867.76 บาท
2.ตรวจยึดบ้านพร้อมที่ดิน 28 หลัง 3.ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 28 หลัง 4.ห้องชุด 6 ห้อง 5.ที่ดินเปล่า (โฉนด) 13 แปลง 6.ที่ดินเปล่า (นส.3 ก.) 11 แปลง 7.รีสอร์ต 1 แห่ง (หัวหิน) 8.ตลาดสดนาโยง จ.ตรัง (6 ไร่) 9.อายัดทุนเรือนหุ้นสหกรณ์ (ผู้ต้องหา 6 ราย) 10.รถยนต์ 19 คัน รถจักรยานยนต์ 12 คัน และทรัพย์สินอื่นๆ จำนวนหลายรายการ รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ยึดอายัดรวมประมาณ 694,441,500 บาท
พล.ต.ท.สุรเชษฐ์กล่าวว่า คดีทุจริตสหกรณ์ออมทรัพย์พัทลุงเป็นคดีที่สร้างความเสียหายให้กับสมาชิกสหกรณ์ในวงกว้างและมีมูลค่าความเสียหายกว่า 1,500 ล้านบาท ถือว่าสูงมากหลังจากที่ได้รับการร้องขอความเป็นธรรมก็มีการเร่งรัดการดำเนินการเรื่อยมา จนจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาทั้งหมด 25 รายก่อนหน้านี้ จากนั้นสั่งการให้มีการสืบหาทรัพย์สินของกลุ่มผู้ต้องหาทั้งหมด เพื่อจะดำเนินการเปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้น 9 จังหวัดและเข้าตรวจค้นอายัดทรัพย์สินของกลุ่มผู้ต้องหาให้ได้มากที่สุด เพื่อจะนำมาช่วยเหลือเยียวยาความเสียหายของผู้ที่ได้รับผลกระทบในคดีนี้ ให้ได้รับความเป็นธรรมจนถึงที่สุด

