ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดช่วงค่ำวันที่ 8 พฤศจิกายน พสกนิกรจากทั่วทุกสารทิศยังคงปักหลักยืนต่อแถวเพื่อรอเข้าถวายสักการะพระบรมศพ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีความผูกพันกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชอย่างมาก ด้วยมากกว่าครึ่งชีวิตเติบโตและเห็นพระองค์ทรงงานอย่างหนัก ซึ่งความยาวของแถวยาวถึงบริเวณกลางท้องสนามหลวง
เมื่อเวลา 16.30 น. ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางมาแจกพันธุ์ข้าวเปลือกจากกรมการข้าว จำนวน 30,000 ถุงต่อวัน เป็นที่ระลึกให้แก่ประชาชนที่เข้าสักการะพระบรมศพ บริเวณทางออกระหว่างประตูสรีสุนทรและประตูเทวาภิรมย์ โดยเป็นพันธุ์ข้าวเปลือกหลากหลายพันธุ์บรรจุภายในถุงตาข่าย ด้านหน้าติดข้อความ “พอเพียง” เพื่อให้ประชาชนได้ระลึกและน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมาใช้อยู่เสมอ
เรืออากาศตรีวิชิต ใสสุวรรณ อายุ 63 ปี ชาวต.บึงเสนาท อ.เมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ อดีตหน่วยคอมมานโดที่ปฏิบัติหน้าที่อารักขาการเสด็จพระราชดำเนินไปยังสถานที่ต่าง ๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระบรมวงศานุวงศ์ และบุคคลสำคัญ เกือบ 40 ปี นับตั้งแต่ ปี 2519 ที่ได้เดินเท้าสลับกับวิ่ง ออกจากบ้านเกิดระยะทางกว่า 250 กม. ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน ใช้ระยะทางในการเดินทาง 5 วัน เดินทางมาถึงในวันที่ 8 พฤศจิกายนนี้ กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นถึงการตัดสินใจออกเดินทางยังพระบรมมหาราชวัง ว่า ตั้งใจที่จะเดินทางมาถวายสักการะพระองค์ จึงได้ออกเดินทางใช้ระยะเวลากว่า 5 วัน ซึ่งระยะทางเพียงเท่านี้ก็รู้สึกว่าเหนื่อยเหลือหลาย แต่หากเทียบกับพระองค์แล้ว ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีที่ผ่านมา พระองค์ทรงลำบากตรากตรำกว่าเรามากนักเพื่อให้พสกนิกรทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี โดยตลอดระยะเวลาที่ได้ถวายงานพระองค์รู้สึกภาคภูมิใจอย่างมาก ปัจจุบันได้เกษียณอายุและกลับไปใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิดโดยน้อมนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต
“ผมเกษียณอายุมาแล้ว 3 ปี ปัจจุบันใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิดยึดตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ทำการเกษตร เลี้ยงปลา ปลูกผักสวนครัว มะละกอ ตำลึง เท่านี้ก็มีความสุขแล้ว” เรืออากาศตรีวิชิตกล่าว


