ศูนย์จีโนมฯ โชว์ผลวิจัย ชี้โอมิครอน BA.5 ไม่รุนแรง แต่ตรวจเจอเชื้อยาก

28.08.22 | 17:31 น.

ศูนย์จีโนมฯ โชว์ผลวิจัย ชี้โอมิครอน BA.5 ไม่รุนแรง แต่ตรวจเจอเชื้อยาก

วันนี้ (28 สิงหาคม 2565) ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์เฟซบุ๊กอัพเดตสถานการณ์โรคโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน BA.5 ว่า เริ่มเห็นความชัดเจนของอาการผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ย่อย BA.5


ทั้งนี้ ข้อความระบุว่า เริ่มเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์จากอาการของโอไมครอน “BA.5”

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกพบว่ามีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั้งสิ้นประมาณ 600 ล้านคน มีผู้เสียชีวิต 6.4 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 1 โดยมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่และผู้เสียชีวิตลดลงอย่างต่อเนื่อง หลายประเทศมีแนวโน้มที่เชื้อโควิด-19 จะกลายเป็นโรคประจำถิ่น หากไม่มีสายพันธุ์ใหม่อุบัติขึ้นมา

โอไมครอน BA.2.75 แม้จะมีการกลายพันธุ์ไปถึง 100 ตำแหน่งเมื่อเปรียบเทียบกับไวรัสดั้งเดิม “หวู่ฮั่น” และกลายพันธุ์มากกว่าโอไมครอน BA.5 แต่ปรากฏว่าการแพร่ระบาดกลับเริ่มลดลง และไม่น่าจะเข้ามาแทนที่โอไมครอน BA.5 ได้

ข้อมูลจาก “เน็กซ์สเตรน/Nextstrain” (โครงการวิเคราะห์ข้อมูลจีโนมของเชื้อไวรัส เช่น ไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อช่วยให้เข้าใจระบาดวิทยา และวิวัฒนาการของไวรัสดังกล่าว ทำให้สามารถควบคุม ดูแล รักษาโรคติดเชื้อไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น) พบว่ามีโอไมครอน 4 สายพันธุ์ย่อยที่กำลังระบาดอยู่ทั่วโลก โดยมีโอไมครอน BA.5 เป็นสายพันธุ์หลัก รองลงมาคือ BA.4, BA.2.12.1 และ BA.2.75 ส่วนประเทศไทยสายพันธุ์หลักคือ โอไมครอน BA.5

Advertisement

ข้อมูลจากหน่วยงานความมั่นคงด้านสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักร (UKHSA) และกรมอนามัยและการดูแลสังคมของอังกฤษ สรุปอาการของโอไมครอน “BA.5” ไว้ดังนี้
• 61% ของผู้ติดเชื้อ BA.5 จะแสดงอาการ (Symptomatic)
• 39% ของผู้ติดเชื้อ BA.5 จะไม่แสดงอาการ (Asymptomatic)
• มีอาการรุนแรงน้อยกว่า BA.1/BA.2 และ เดลตา โดยไม่อาจสรุปได้ว่าเนื่องจากสายพันธุ์ย่อย BA.5 มีการกลายพันธุ์ไปกว่า 90 ตำแหน่งต่างไปจากไวรัสดั้งเดิม “หวู่ฮั่น” หรือเป็นเพราะภูมิคุ้มกันของประชากรที่เพิ่มขึ้นจากการติดเชื้อตามธรรมชาติและเพราะการฉีดวัคซีน หรือทั้งสองประการ
• พบอาการหายใจถี่น้อยกว่า 12% น้อยกว่าสายพันธุ์ที่ระบาดมาก่อนหน้า (ปอดถูกทำลายน้อยกว่า)
• มีปริมาณไวรัส (viral load) ในจมูกและลำคอน้อยกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้า ทำให้การตรวจ ATK ให้ผลเป็นลบเพิ่มขึ้น
• มีอาการลองโควิด (longcovid) น้อยกว่าโดยเฉพาะที่มีผลกระทบต่อสมอง
• โอไมครอน BA.5 เป็นไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลกเหนือกว่าไวรัสหัด โดยมี R-naught (R0) ถึง 18.6 ในขณะที่ไวรัสหัด มี R-naught (R0) เพียง 16-18 (R0 = 18 หมายถึงความสามารถที่ไวรัสชนิดนั้นสามารถแพร่จากผู้ติดเชื้อ 1 คน ไปติดยังผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสนี้มาก่อนได้ถึง 18 คน) จากการคำนวณของ ศ. เอเดรียน เอสเทอร์แมน อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านชีวสถิติและระบาดวิทยาของ WHO ชาวออสเตรเลีย
• ดร.แคลร์ สตีฟส์ (Claire Steves) นักวิจัยอาวุโสทางคลินิกของคิงส์คอลเลจ ลอนดอน กล่าวว่ามีโอกาสน้อยที่โอไมครอน BA.5 จะก่อให้เกิดอาการลองโควิด แม้จะสังเกตพบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อโอไมครอน BA.5 จำนวน 1 ใน 25 คนจะยังคงแสดงอาการนานกว่า 4 สัปดาห์

นอกจากนี้ได้มีการสรุปอาการของผู้ติดเชื้อโอไมครอน “BA.5” โดยอาศัยข้อมูลจากโครงการ “ZOE COVID Study Application” (https://health-study.joinzoe.com/) ซึ่งประชาชนชาวอังกฤษจำนวนมากกว่า 800,000 คน ได้ร่วมกันกรอกข้อมูลอาการทางคลินิกของแต่ละบุคคลผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ โดยโครงการนี้หน่วยงานความมั่นคงด้านสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักร (UKHSA) และกรมอนามัยและการดูแลสังคมของอังกฤษ ได้ให้ทุนสนับสนุนการดำเนินงาน

20 อาการโควิด-19 (ส่วนใหญ่เป็นโอไมครอน BA.5)
1. เจ็บคอ 63%
2. ปวดหัว 51%
3. จมูกอุดตัน 48%
4. ไอไม่มีเสมหะ 46%
5. น้ำมูกไหล 45%
6. ไอมีเสมหะ 44%
7. เสียงแหบ 44%
8. จาม 39%
9. ความเหนื่อยล้า 29%
10. ปวดกล้ามเนื้อ 28%
11. เวียนหัว 23%
12. กลิ่นที่เปลี่ยนไป 17%
13. ต่อมคอบวม 16%
14. เจ็บตา 16%
15. เจ็บหน้าอก/แน่น 14%
16. ไข้ 13%
17. สูญเสียกลิ่น 13%
18. หายใจถี่ 12% (อาการหายใจถี่ พบน้อยเพียง 12% ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อที่ต้องเข้ารักษาตัวใน รพ. ลดจำนวนลงเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ที่ระบาดมาก่อนหน้า)
19. ปวดหู 12%
20. ร้อนวูบวาบ 11%

กรณีลองโควิด แม้การจัดเก็บข้อมูลยังไม่ครบแต่ในเบื้องต้นพบลองโควิดในโอไมครอน BA.5 เกิดน้อยกว่า 20-50% เมื่อเทียบกับในช่วงระบาดของสายพันธุ์เดลตา
อาการลองสามารถแบ่งออกได้ 3 กลุ่มอาการ ตาม “ZOE COVID Study” ดังนี้

I) กลุ่มอาการทางระบบประสาท ความรู้สึกเหนื่อยล้า สมองอ่อนล้า ปวดหัว ส่วนใหญ่มักเกิดในช่วงที่สายพันธุ์อัลฟาและเดลต้าระบาด

II) อาการระบบทางเดินหายใจ เจ็บหน้าอก หายใจลำบากอย่างรุนแรง (อาจชี้ถึงความเสียหายของปอด) พบคลัสเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในช่วงเริ่มต้นของการระบาดใหญ่ของโควิด-19 สายพันธุ์ดั้งเดิม “ไวรัสหวู่ฮั่น”

III) อาการที่หลากหลาย ใจสั่น ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ผิวหนังและขนเปลี่ยนแปลง