ศาลนัด 17 ต.ค.ฟังคำสั่ง ‘ชำนาญ’ อดีตปธ.แผนกคดีล้มละลายฟ้องอดีต ปธ.ศาลฎีกาออกคำสั่งไม่ต่อ พ.อาวุโส

29.08.22 | 12:54 น.

ศาลอาญาคดีทุจริตเลื่อนฟังคำสั่ง “ชำนาญ รวิวรรณพงษ์” อดีต ปธ.แผนกคดีล้มละลายฟ้องอดีต ปธ.ศาลฎีกาออกคำสั่งไม่ได้ต่อเป็น พ.อาวุโส หลังเจ้าตัวยื่นฟ้องปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ชี้ข้อกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ ก.ต.การกระทำขัดข้อกฎหมาย ศาลนัดอีกที 17 ต.ค.ให้โจทก์แก้ฟ้องพร้อมออกหมายเรียกเอกสารจาก สนง.ศาลยุติธรรม


เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 402 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถนนเลียบทางรถไฟ ศาลนัดฟังคำสั่งในชั้นตรวจคำฟ้องในคดีที่ นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ อดีตประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา เป็นโจทก์ยื่นฟ้องอดีตประธานศาลฎีกา กรณีที่มีคำสั่งให้พ้นจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจ บทบัญญัติที่ระบุในคำสั่งให้พ้นจากราชการ ไม่มีมาตราใดเลยที่ให้อำนาจประธานศาลฎีกาสั่งให้ผู้พิพากษาพ้นจากราชการได้

โดยในวันนี้นายชำนาญเดินทางมาฟังคำสั่งด้วยตนเอง

นายชำนาญกล่าวก่อนเข้าห้องพิจารณาว่า คดีนี้ถือเป็นคดีสำคัญที่มีผลต่อระบบการแต่งตั้งผู้พิพากษาอาวุโสของข้าราชการตุลาการที่มีอายุครบ 65 ปี และการพ้นจากราชการของผู้พิพากษา ที่กฎหมายบัญญัติให้ข้าราชการตุลาการเกษียณอายุราชการเมื่ออายุ 70 ปีบริบูรณ์ว่า การที่ ก.ต.มีมติไม่เห็นชอบให้ผู้พิพากษาที่อายุ 65 ปีบริบูรณ์ ไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส และให้พ้นจากราชการ โดยที่ไม่ปรากฏว่าผู้นั้นถูกลงโทษให้ออกหรือไล่ออกจากราชการ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะ พ.ร.บ.หลักเกณฑ์การแต่งตั้งและการดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติมเมื่อปี พ.ศ.2560 อันเป็นกฎหมายที่บัญญัติหลักเกณฑ์การแต่งตั้งผู้พิพากษาอาวุโสและการพ้นจากตำแหน่ง มาตรา 6/1 บัญญัติว่า

Advertisement

“ข้าราชการตุลาการซึ่งมีอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ในปีงบประมาณใด ให้พ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่เมื่อสิ้นปีงบประมาณนั้น และให้ไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสจนกว่าจะพ้นจากราชการตามมาตรา 8/1 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543”

ซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ข้าราชการตุลาการที่มีอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ ต้องพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่เมื่อสิ้นปีงบประมาณนั้น และบังคับให้ข้าราชการตุลาการผู้นั้นไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส จนกว่าจะพ้นจากราชการเมื่ออายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ ตามมาตรา 8/1 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 โดยมาตรา 6/1 มิได้ให้อำนาจ ก.ต. ในการให้ความเห็นชอบว่าข้าราชการตุลาการที่อายุครบ 65 ปี ผู้ใดเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสหรือไม่ เพราะกฎหมายมีเจตนารมณ์เพียงแต่ไม่ให้ผู้พิพากษาที่อายุกว่า 65 ปี ไปดำรงตำแหน่งด้านการบริหาร จึงให้ปรับเปลี่ยนตำแหน่งไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสจนกว่าจะมีอายุครบ 70 ปี ดังที่ปรากฏในหมายเหตุท้ายการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัตินี้ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2560 ว่า “โดยที่มีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้ข้าราชการตุลาการซึ่งมีอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสเพื่อทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีโดยไม่ดำรงตำแหน่งด้านบริหารจนกว่าจะพ้นจากราชการ  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้”

ดังนั้น จึงเป็นเพียงการปรับเปลี่ยนตำแหน่งจากตำแหน่งบริหารมาเป็นตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส แต่ยังคงเกษียณอายุราชการเมื่ออายุ 70 ปี มาตรา 6/1 จึงไม่ให้อำนาจ ก.ต. ต้องให้ความเห็นชอบว่าข้าราชการตุลาการผู้นั้นเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสหรือไม่ เพราะหาก ก.ต. ไม่ให้ความเห็นชอบผู้พิพากษาที่มีอายุ 65 ปี คนใดไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส และให้พ้นจากราชการ ย่อมเป็นการขัดต่อกฎหมายที่ให้ผู้พิพากษาเกษียณราชการเมื่ออายุ 70 ปีบริบูรณ์

ส่วนหากปรากฏว่าผู้พิพากษาที่อายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ คนใดถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ก็เป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินการทางวินัยซึ่งเป็นคนละส่วนกับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส เมื่อมาตรา 6/1 บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งสำหรับผู้พิพากษาที่มีอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ แล้วว่า เป็นบทบังคับ “ให้ไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสจนกว่าจะพ้นจากราชการตามมาตรา 8/1 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543” ทั้งการพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 6/1 เป็นการพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่ เพื่อไปดำรง ตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสตามบทบังคับของกฎหมาย

ดังนั้น การพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 6/1 จึง “มิใช่ การพ้นจากตำแหน่งซึ่งมีผลเป็นการให้พ้นจากราชการตามมาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ดังนั้น การที่ไม่ให้ไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส จากนั้นให้ผู้พิพากษาพ้นจากราชการ โดยไม่ถูกลงโทษให้ออกหรือไล่ออกหรือพ้นจากราชการตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 จึงเป็นการให้ผู้พิพากษาพ้นจากราชการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ซึ่งหลักกฎหมายดังกล่าวบัญญัติขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษา (Judicial Independence) เพื่อให้ผู้พิพากษามีหลักเกณฑ์ในการดำรงตำแหน่งที่มั่นคง การแต่งตั้งโยกย้ายและให้ผู้พิพากษาพ้นจากราชการจึงต้องเป็นไปตามกฎหมาย ไม่อาจกระทำตามอำเภอใจได้ ทั้งนี้ เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปอย่างเป็นอิสระ ไม่หวั่นเกรงว่าจะถูกโยกย้ายหรือให้พ้นจากราชการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โดยในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีผู้พิพากษาหลายท่านที่ ก.ต.ไม่เห็นชอบให้เป็นผู้พิพากษาอาวุโส และให้พ้นจากราชการ ดังนั้น คดีนี้ จึงเป็นคดีสำคัญสำหรับวงการตุลาการในการที่ศาลจะวินิจฉัยว่า ก.ต. มีอำนาจไม่ให้ผู้พิพากษาที่อายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ ไปเป็นผู้พิพากษาอาวุโสหรือไม่ และกรณีที่ไม่เห็นชอบให้เป็นผู้พิพากษาอาวุโส จะมีคำสั่งให้ผู้พิพากษาผู้นั้นพ้นจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ โดยที่ยังไม่เกษียณอายุและไม่ได้ถูกลงโทษไล่ออกหรือปลดออกได้หรือไม่ เรื่องนี้จึงมิใช่เป็นเพียงเรื่องเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า มีกฎหมายให้อำนาจกระทำได้หรือไม่

ศาลออกนั่งพิจารณาตรวจฟ้องแล้ว เห็นว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องบรรยายฟ้องมีข้อความตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา มาตรา 158 มีข้อความที่เป็นการกล่าวหาเกี่ยวกับการกระทำอันเป็นความผิดคดี ทุจริตและประพฤติมิชอบ และต้องระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่ากระทำความผิดพร้อมทั้งชี้ช่องพยานหลักฐานให้ชัดเจนเพียงพอที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง

แต่ฟ้องของโจทก์ไม่ได้ชี้ช่องพยานหลักฐานให้ชัดเจนเพียงพอที่จะดำเนินกระบวน พิจารณาต่อไปได้อันเป็นฟ้องไม่ถูกต้อง ศาลต้องมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.วิธี พิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 15 วรรคสาม ก่อนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณา จึงมีคำสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องภายใน 30 วันนับแต่วันนี้

โดยบรรยายฟ้องให้ชัดแจ้ง ให้โจทก์บรรยายฟ้องชี้ช่องพยานหลักฐานให้ชัดเจนว่ามีหลักฐานใดสนับสนุนหรือแสดงให้เห็นถึงการกระทำและพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลย เพื่อให้ศาลใช้เป็นข้อมูลในการตรวจสอบและรวบรวม พยานหลักฐานอันเป็นประเด็นแห่งคดีที่จะพิจารณาคดีต่อไปได้ พร้อมให้โจทก์อ้างส่งพยานเอกสารที่ เกี่ยวข้อง (ถ้าหากมี) ต่อศาล

ทั้งนี้เพื่อให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดี อาศัยอำนาจตามข้อบังคับของประธาน ศาลฎีกาว่าด้วยวิธีการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2554 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 ข้อ 16 วรรคหนึ่ง ให้มีหนังสือถึงสำนักงานศาลยุติธรรมเพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ชี้แจ้งข้อมูลและจัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องต่อศาล ดังต่อไปนี้ 1.การแต่งตั้งข้าราชการตุลาการให้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส ก.ต.ต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถ ประวัติและผลงานการปฏิบัติราชการและพฤติกรรมทางจริยธรรมเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสหรือไม่ อย่างไร และเป็นไปตาม กฎหมาย กฎ ระเบียบใดหรือไม่ อย่างไร
2.ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี ประธานศาลฎีกาออกคำสั่งสำนักงานศาลยุติธรรมที่ 1132/2562 หรือไม่ อย่างไร หากมี ประธานศาลฎีกามีหน้าที่ออกคำสั่งดังกล่าวหรือไม่ และเป็นไป ตามมติ ก.ต.ในการประชุมครั้งที่ 8-9/2562 ที่เห็นชอบแต่งตั้งให้นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ให้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหรือไม่ อย่างไร และเป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบใดหรือไม่ อย่างไร

3.เหตุใด ก.ต.จึงมีมติในการประชุมครั้งที่ 16/2562 ให้นำมติ ก.ต.ครั้งที่ 8-9/2562 เห็นชอบแต่งตั้งนายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ให้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ กลับมาทบทวน และการทบทวนมติดังกล่าว อาศัยอำนาจตามกฎหมาย กฎ ระเบียบใด และมติ ก.ต.ครั้งที่ 17/2562 ที่เห็นชอบให้นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ พ้นจากราชการเพื่อรับบำเหน็จ บำนาญเป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบใดหรือไม่ อย่างไร

4.ประธานศาลฎีกาออกคำสั่งสำนักงานศาลยุติธรรม ที่ 1531/2562 เรื่อง ให้ข้าราชการตุลาการพ้นจากตำแหน่งหรือไม่ อย่างไร หากมีประธานศาลฎีกามีหน้าที่ออกคำสั่งดังกล่าว หรือไม่ และคำสั่งนั้นเป็นไปตามมติของ ก.ต.หรือไม่ อย่างไร

5.ให้จัดส่งพยานเอกสารที่เกี่ยวข้อง กับกรณีข้างต้น (ถ้าหากมี) ต่อศาล โดยให้สำนักงานศาลยุติธรรมดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ชี้แจงข้อมูลและจัดส่ง เอกสารต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางภายใน 30 วันนับแต่ได้รับหนังสือแจ้ง โจทก์แถลงว่า ประสงค์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องเป็นหนังสือตามคำสั่งศาล ภายในเวลาที่ศาล กําหนด

พิเคราะห์แล้ว กรณีมีเหตุจำเป็น จึงให้เลื่อนไปนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาในวันที่ 17 ตุลาคม 2565 เวลา 13.30 น.