บิ๊กป้อม เคาะ 254 นายพล กำชับ ปราบ ‘ยาเสพติด-แรงงานเถื่อน-แก๊งคอล-หนี้นอกระบบ-เรียกรับประโยชน์’

29.08.22 | 17:40 น.

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่รักษาการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 8/2565 และการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ครั้งที่ 1/2565 เพื่อพิจารณาแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ​ (ผบ.ตร.)​ คนที่ 13 แทน พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.คนปัจจุบัน ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2565


ภายหลังการประชุม พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. เปิดเผยว่า การแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับชั้นนายพล ซึ่งในการประชุม ก.ต.ช. ได้พิจารณามีความเห็นเรื่องการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่เรียบร้อยแล้ว ส่วนรายละเอียดคงเปิดเผยไม่ได้ เพราะมีขั้นตอนอื่นตามกฎหมายอีก รวมถึงการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจตั้งแต่รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปจนถึงผู้บังคับการตำรวจแห่งชาติ จำนวน 254 ตำแหน่ง ซึ่งผ่านการประชุมเรียบร้อยแล้ว รายละเอียดคงตอบได้เท่านี้ และยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อจนกว่าจะครบกระบวนการตามกฎหมาย ส่วนวาระอื่นๆ ทางรักษาการนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจได้มีข้อสั่งการจำนวนมาก รายละเอียดของการประชุมจะให้ พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษก ตร. เป็นผู้แถลง

ขณะที่ พล.ต.ต.ยิ่งยศกล่าวว่า วันนี้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช. และประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจหรือ
ก.ตร. ครั้งที่ 8/ 2565 ในทาง ก.ต.ช. มีการเสนอชื่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ ผ่านคณะกรรมการเรียบร้อยแล้ว ผลการแต่งตั้งต้องรอผลตามกฎหมายอีกครั้งจะต้องรอหลังจากที่มีการพิจารณาโปรดเกล้าแต่งตั้งฯ และมีการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ตั้งแต่ตำแหน่ง ระดับผู้บังคับการขึ้นไป ถึงจเรตำรวจแห่งชาติ และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อทดแทนตำแหน่งว่าง ผู้เสียชีวิต และเกษียณอายุราชการ รวมการสับเปลี่ยนหมุนเวียนกำลังพลตามความเหมาะสม

พล.ต.ต.ยิ่งยศกล่าวอีกว่า สำหรับการประชุมครั้งนี้ได้มีการพิจารณาตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเสนอไว้ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเลื่อนเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จำนวน 4 ราย, ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหมุนเวียน จำนวน 1 ราย, ผู้บัญชาการเลื่อนเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จำนวน 6 ราย, ผู้บัญชาการหมุนเวียนจำนวน 7 ราย, รองผู้บัญชาการเลื่อนขึ้นเป็นผู้บัญชาการจำนวน 16 ราย, รองผู้บัญชาการหมุนเวียน จำนวน 23 ราย, ผู้บังคับการเลื่อนเป็นรองผู้บัญชาการ จำนวน 40 ราย ผู้บังคับการหมุนเวียน จำนวน 71 ราย รองผู้บังคับการเลื่อนขึ้นเป็นผู้บังคับการ จำนวน 86 ราย รวมจำนวนทั้งสิ้น 254 ราย ทั้งนี้ ต้องรอการโปรดเกล้าฯ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

Advertisement

พล.ต.ต.ยิ่งยศกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) และ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) กำชับตำรวจ 5 เรื่อง ดังนี้ 1.เรื่องยาเสพติด ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เน้นด้านปราบปรามให้สืบสวนจับกุมเครือข่ายผู้ผลิต ผู้ค้า อย่างจริงจัง ให้ขยายผลยึดทรัพย์เครือข่ายผู้เกี่ยวข้องทุกรายในด้านป้องกัน มุ่งเน้นการลดจำนวนผู้ใช้ ผู้เสพ และผู้ติดยาเสพติดลงให้ได้ โดยใช้ชุมชนหมู่บ้านเป็นศูนย์กลางการแก้ไขปัญหา สร้างความรับรู้กับทุกภาคส่วนว่าผู้เสพคือผู้ป่วย เมื่อสมัครใจเข้ารับการบำบัดแล้วจะไม่เสียประวัติและไม่มีความผิด และใช้มาตรการเชิงรุกด้านการค้นหาผู้เสพยาเสพติดนำเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา ให้เดินหน้าโครงการชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ให้สำนักงานตำรวจ รวมทั้งให้มีการประเมินผล อย่างมีประสิทธิภาพ

2.เรื่องแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ให้กวดขันจับกุมขบวนการลักลอบขนแรงต่างด้าวผิดกฎหมาย โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานฝ่ายทหาร ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง เพื่อสกัดกั้นการลักลอบหลบหนีเข้าเมือง โดยเน้นไปที่ผู้ปฏิบัติงานระดับพื้นที่ตามแนวชายแดน และชุมชนตามแนว หากมีการจับกุมให้ขยายผลให้ถึงขบวนการอย่างเด็ดขาด กรณีเข้าข่ายการค้ามนุษย์ ให้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการว่าด้วยกลไกการส่งต่อระดับชาติ การบริหารคดี และการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์

3.เรื่องอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ให้เร่งรัดสืบสวนจับกุม ปราบปราบขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือเครือข่ายฉ้อโกงประชาชนในความผิดต่างๆ รวมทั้งสืบสวนขยายผลไปยังกลุ่มนายทุน คนเปิดบัญชีม้า และดำเนินคดีกับผู้ร่วมกระทำผิดทุกราย โดยนำมาตรการตามกฎหมายฟอกเงินมาบังคับใช้ติดตามทรัพย์สินมาคืนให้กับผู้เสียหายเพื่อบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น ให้กวดขันจับกุมผู้กระทำผิดที่ใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ เช่น ค้าอาวุธปืน การพนัน ออนไลน์ ยาเสพติด และอื่นๆ โดยให้ขยายผลไปยังกลุ่มทุนทุกราย และเน้นมาตรการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต้านภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อแจ้งเตือนประชาชนทุกรูปแบบให้ทราบถึงกลโกง วิธีการของคนร้าย เพื่อให้ประชาชนไม่ตกเป็นเหยื่อของการ หลอกลวงประเภทต่างๆ ให้ทั่วถึงประชาชนทุกกลุ่ม

พล.ต.ต.ยิ่งยศ กล่าวอีกว่า 4.แก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ให้สืบสวนจับกุม กลุ่มผู้ลักลอบปล่อยเงินกู้ และเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตราที่ รวมถึงนายทุนที่อยู่เบื้องหลัง อย่างจริงจังเด็ดขาด ให้ยึด อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด เช่นเงินสด ยานพาหนะ ของกลุ่ม คนร้ายเพื่อเป็นการตัดวงจรการกระทำผิดซ้ำ ให้จัดทำสารบบข้อมูลเบาะแสเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนจับกุม ผู้กระทำผิด และ 5. กำชับข้าราชการตำรวจทุกนาย ห้ามมิให้เรียกรับ ยอมรับ ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือกระทำการใดที่เป็นการประพฤติตนไม่เหมาะสม หรือส่อไปในทางทุจริต ประพฤติมิชอบ โดยในผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นควบคุม ตรวจสอบ และกำกับดูแล หากพบการฝ่าฝืนให้พิจารณาทางปกครอง วินัย และอาญาอย่างจริงจังทุกราย