ตร.ไซเบอร์ ลุยยึดทรัพย์ ซีอีโอ พี มายเนอร์ หลอกลงทุนคริปโต มูลค่ากว่า 101 ล้าน

30.08.22 | 16:42 น.

ตร.ไซเบอร์ ลุยยึดทรัพย์ ซีอีโอ ‘พี มายเนอร์’ หลอกลงทุนคริปโต มีรถหรู 5 คัน อายัดเงิน 10 บัญชี มูลค่ากว่า 101 ล้าน ไร้วี่แววเจ้าตัว


จากกรณีผู้เสียหายนำหลักฐานเข้าแจ้งความที่ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษ เขตพื้นที่ 5 เชียงใหม่ หรือดีเอสไอ หลังพบการหลอกคนลงทุนแชร์ลูกโซ่ มูลค่าความเสียหายนับ 100 ล้านบาท คาดมีผู้เสียหายตั้งแต่หลักแสนจนถึงหลักล้านบาท จากนักลงทุนคริปโตเคอร์เรนซี หรือสกุลเงินดิจิทัล และเป็นผู้ชักชวนให้คนเข้ามาลงทุน โดยมีการตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อเปิดรับสมัครสมาชิกเข้ามาลงทุนในคริปโต ซึ่งช่วงแรกมีการจ่ายเงินปันผลตามที่ตกลงไว้ แต่สุดท้ายก็ประสบปัญหาไม่ได้เงินปันผลนั้น

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) สั่งการให้ พล.ต.ต.รณชัย จินดามุข ผบก.สอท.1 พล.ต.ต.ออมสิน ตรารุ่งเรือง ผบก.สอท.3 นำกำลังชุดสืบสวน บช.สอท. สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ ปปง. เข้าตรวจยึดทรัพย์สินของนายกิติกร อินต๊ะ หรือเป้ ซีอีโอบริษัท พี มายเนอร์ คริปโตเคอเรนซี่ กรุ๊ป ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ โดยเบื้องต้นตรวจยึดรถยนต์หรู 5 คัน ประกอบไปด้วย ยี่ห้อปอร์เช่ ลัมโบร์กินี บีเอ็มดับเบิลยู เฟอร์รารี เบนท์ลีย์ นาฬิกาหรู บ้าน ที่ดิน และอายัดบัญชีกว่า 10 บัญชี รวมเป็นเงิน 101 ล้านบาท ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่ไม่พบนายกิติกร และผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่ในบ้านดังกล่าว

พล.ต.ต.รณชัยกล่าวว่า สืบเนื่องจากทางเจ้าหน้าที่พบการร้องเรียนถึงการลงทุนคริปโตเคอร์เรนซี่ ว่าเข้าข่ายลักษณะความผิด และมีผู้เสียหายจำนวนมาก จึงได้ทำการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้อง ในฐานความผิดร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และนำมาสู่การยึดทรัพย์สินต่างๆ เพื่อตรวจสอบ ทั้งนี้จากแนวทางสืบสวนพบว่าบริษัทดังกล่าวก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 โดยมีนายกิติกร จดเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด พี มายเนอร์ คริปโตเคอเรนซี่ กรุ๊ป ใช้ทุนจดทะเบียน 500,000 บาท ประกอบกิจการบริการรับจ้างออกเเบบพัฒนาเว็บไซต์ รับจดทะเบียนชื่อโดเมน มีหุ้นส่วนด้วยกัน 3 คน ประกอบไปด้วยนายกิติกร แฟนสาว และพี่ชาย

Advertisement

พล.ต.ต.รณชัยกล่าวอีกว่า ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน 2565 มีการแปรสภาพ จาก ห้างหุ้นส่วนจำกัด เป็น บริษัท พี มายเนอร์ คริปโตเคอเรนซี่ กรุ๊ป ทุนจดทะเบียนเท่าเดิม แต่มีวัตถุประสงค์การจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้น คือ บริการเช่าพื้นที่บนเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยมีกรรมการผู้มีอำนาจเป็นนายกิติกร ส่วนอีกสองคนเป็นหุ้นส่วน กระทั่งต่อมามีการเปิดลงทุน โดยนายกิติกร อาศัยจังหวะที่ตนเองมีความรู้ด้านบิตคอยน์ ขุดเหมือง ขุดเงินคริปโตเคอร์เรนซี สกุลเงินต่างๆ หลังจากนั้นได้ระดมคนที่รู้จัก คุ้นเคย หรือ คนที่อยู่ในกลุ่มการลงทุนให้มาร่วมลงทุนด้วย ตามโปรแกรมที่ตัวเขาวางไว้ให้ มีกว่า 10 โปรแกรม ซึ่งเป็นการลงทุนทั้งหมด และแต่ละโปรแกรมไม่เหมือนกัน และจะได้ผลตอบแทนที่ต่างกัน

พล.ต.ต.รณชัยกล่าวอีกว่า ขบวนการนี้จะสร้างภาพให้ตนเองมีความเป็นนักธุรกิจ เป็นที่สังคมยอมรับ แสดงตัวเป็นผู้ร่ำรวย โชว์เงินทอง สิ่งของแบรนด์เนม ว่ามีได้เพราะประกอบธุรกิจนี้ รวมถึงมีการบริจาคหลายอย่างให้หน่วยงานรัฐ ทำให้ผู้คนเกิดความศรัทธาและมั่นใจในตัวของนายกิติกร ว่าธุรกิจที่ทำมาร่ำรวยจริงๆ ถ้าอยากจะรวยมาคุยกัน มีแนวทางทำธุรกิจให้ พอมีคนสนใจลงทุนด้วย นายกิติกรก็จะชวนให้ลงทุน อย่างไรก็ตามจากการสืบสวนของตำรวจ สอท. ทราบว่า ตั้งเเต่วันที่ 1 มกราคม 2565 จนถึงปัจจุบัน มีผู้เสียหายลงทุนค่อนข้างเยอะ บางคนลงคนเดียวถึง 54 ล้านบาท ขณะนี้มีผู้เสียหายในระบบจำนวน 380 คน มูลค่าความเสียหาย 300 กว่าล้านบาท

รายงานข่าวแจ้งว่า จากแนวทางสืบสวน ยังไม่พบว่าผู้ต้องหาทั้งสามมีการเดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างการติดตามตัวมาดำเนินคดี