อานนท์ทำหนังสือถึงบิ๊กศาล ตรวจสอบ คำสั่งแทรกแซงตรวจพยานหลักฐาน

31.08.22 | 16:18 น.

“อานนท์” ยื่นหนังสือ ถึงประธานศาลฎีกา-ก.ต.-อธ.ศาลอาญา ตรวจสอบ รองอธ.ศาลอาญาออกคำสั่งเเทรกเเซงสั่งตรวจพยานหลักฐานเพิ่มเติมในคดี ชี้เป็นอำนาจองค์คณะเคยมีคำสั่งไว้เเล้ว ขอให้ย้ายออกจากศาลอาญาระหว่างสอบสวน หวั่นเป็นระดับผู้บริหารศาลอาญา


เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม นายอานนท์ นำภา อาชีพทนายความ เเละจำเลยในคดี หมายเลขดำที่ 1395/2565 ได้ยื่นหนังสือถึง น.ส.ปิยกุล บุญเพิ่ม ประธานศาลฎีกาในฐานะประธานคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม(ประธาน ก.ต.)รวมถึง คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.)เเละ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา

เรื่อง ขอให้สอบสวนและดำเนินการทางวินัยกรณีที่อาจมีการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการพิจารณาคดี เรียน 1. อ้างถึง คดีของศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.1395/2565 ระหว่างพนักงานอัยการ สํานักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 โจทก์ กับ นายอานนท์ จำเลย

โดยหนังสือระบุรายละเอียดความว่าตามข้าพเจ้านายอานนท์ นำภา ในฐานะจำเลยในคดีดังกล่าว ขอเรียนมายัง ท่านประธานศาลฎีกา ประธานคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม และ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ในฐานะข้าราชการตุลาการผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในงานของศาลอาญาตาม มาตรา 11 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ท้ายพรบ.ให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ประกอบด้วยมาตรา 68 พรบ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 เพื่อโปรดพิจารณาข้อเท็จจริงที่ข้าพเจ้าจะได้เรียนให้ท่านได้ทราบ พร้อมด้วยพยานหลักฐานตามที่ระบุในสิ่งที่ ส่งมาด้วยนี้ว่าเป็นกรณีที่ข้าราชการตุลาการเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการพิจารณาคดีของข้าราชการตุลาการ อื่น หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้การพิจารณาพิพากษาคดีของข้าราชการตุลาการอื่นขาดความเป็นอิสระ หรือความยุติธรรม ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 66 แห่งพรบ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาล ยุติธรรม พ.ศ. 2543 หรือไม่ หรือเป็นการกระทำที่ขัดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ หรือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยระเบียบหรือกฎหมายด้วยประการอื่นใดหรือไม่

Advertisement

โดยมีรายละเอียด ของข้อเท็จจริงและพยานเอกสารที่อ้าง ดังนี้

ข้อ 1. เมื่อวันที่ 18 ก.ค.65 ซึ่งเป็นวันนัดพร้อมเพื่อประชุมคดีสอบคำให้การ ตรวจพยานหลักฐาน และกำหนดวันนัดสืบพยาน ในวันดังกล่าว จำเลยได้แถลงแนวทางการต่อสู้คดี ต่อศาล ปรากฏตามคำแถลงแนวทางการต่อสู้ของจำเลย และ คำแถลงของจำเลยต่อศาลในระหว่างการพิจารณาคดีซึ่งศาลได้บันทึกไว้ ศาลมีคำสั่งว่า “พิเคราะห์ชื่อแถลงของโจทก์และแนวทางการต่อสู้คดีของจำเลยแล้ว เห็นสมควรให้กำหนดนัดสืบพยานโจทก์ 1 นัด และนัดสืบพยานจำเลย 6 นัด

2.เจ้าหน้าที่ศาลได้ออกรายงานให้แก่พนักงานอัยการโจทก์และจำเลย ระบุจํานวนพยานฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยจะนำสืบ พร้อมด้วยจำนวนวันนัดสืบพยานของแต่ละฝ่าย

3.ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 21 ก.ค.65 นายอรรถการ ฟูเจริญ ในฐานะรองอธิบดีผู้พิพากษา ศาลอาญา ได้ออกคำสั่งท้ายรายงานเจ้าหน้าที่ความว่า “ตรวจสำนวนแล้ว กรณียังมีการกำหนดให้สืบพยาน ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกําหนดประเด็นพิพาทในคดีและพยานความเห็น จึงให้ทำการตรวจพยานหลักฐานเพิ่มเติม หมายแจ้งคู่ความ ปิดหมาย”

และเมื่อวันที่ 4 ส.ค.65 ศาลได้มีหมายแจ้งคำสั่งมายังจำเลยว่า ศาลได้มีคำสั่งนัดตรวจพยานหลักฐาน เพิ่มเติมในวันที่ 5 ก.ย.65 โดยหมายแจ้งลงชื่อนายอรรถการ ฟูเจริญ ในฐานะผู้พิพากษา

ข้อ 3. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 188 บัญญัติไว้ว่า “การพิจารณา พิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาล ซึ่งต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธย พระมหากษัตริย์ ผู้พิพากษาและตุลาการย่อมมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญและ กฎหมายให้เป็นไปโดยรวดเร็ว เป็นธรรม และปราศจากอคติทั้งปวง” เช่นเดียวกับมาตรา 66 แห่งพรบ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 ที่บัญญัติว่า “ข้าราชการตุลาการ ต้องไม่เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการพิจารณาคดีของข้าราชการตุลาการอื่น หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุ ให้การพิจารณาพิพากษาคดีของข้าราชการตุลาการอื่นขาดความเป็นอิสระหรือความยุติธรรม

4. จากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่กล่าวมาข้างต้น ข้าพเจ้าเห็นว่า อำนาจในการพิจารณา พิพากษาคดีเป็นอำนาจของผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะในการพิจารณาคดี โดยคดีนี้ผู้พิพากษาที่เป็น องค์คณะพิจารณาคดีได้พิจารณาสำนวนคดีทั้งหมดแล้วและมีคำสั่งอนุญาตให้สืบพยานตามที่ได้ระบุไว้ใน รายงานกระบวนพิจารณาของศาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ย่อมต้องถือว่าผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะพิจารณาคดี ได้ใช้ดุลพินิจมีคำสั่งเกี่ยวกับการตรวจพยานหลักฐานเสร็จสิ้นแล้ว อันเป็นอำนาจตามกฎหมายที่เป็นอิสระของ ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดี ดังนั้น นายอรรถการ ฟูเจริญ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ซึ่งไม่ได้เป็น องค์คณะในการพิจารณาพิพากษาคดีอาญาของศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.1395/2565 จึงไม่มีอำนาจ ออกคำสั่งให้มีการตรวจพยานเพิ่มเติมภายหลังจากที่ผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะพิจารณาคดีได้มีคำสั่งเกี่ยวกับ การตรวจพยานหลักฐานเสร็จสิ้นแล้ว คำสั่งดังกล่าวของนายอรรถการ ฟูเจริญ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา จึงเป็นการออกคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา, พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 และรัฐธรรมนูญ 2560

อันถือได้ว่า อาจจะเข้าข่ายที่ นายอรรถการ ฟูเจริญ ข้าราชการตุลาการดำรงตำแหน่งในระดับรองอธิบดีผู้พิพากษา ศาลอาญาซึ่งเป็นตำแหน่งบริหารเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการพิจารณาคดีของข้าราชการตุลาการอื่น หรือ กระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้การพิจารณาพิพากษาคดีของข้าราชการตุลาการอื่นขาดความเป็นอิสระหรือ
ความยุติธรรม ตามที่กำหนดไว้ในพรบ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมฯ มาตรา 66

การกระทำและการออกคำสั่งดังกล่าวของนายอรรถการ ฟูเจริญ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ทำให้ข้าพเจ้าในฐานะจำเลยได้รับความเสียหายและส่งผลกระทบต่อการพิจารณาคดีของข้าพเจ้า เพราะอาจจะทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะพิจารณาคดีเกิดความหวั่นไหวในการปฏิบัติหน้าที่ พิจารณาคดี เนื่องจากนายอรรถการ ฟูเจริญ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูง ของศาลได้ออกคำสั่งเป็นอย่างอื่นให้ตรวจพยานหลักฐานเพิ่มเติมโดยให้เหตุผลทำนองว่า “ตรวจสำนวนแล้ว กรณียังมีการกำาหนดให้สืบพยานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกำหนดประเด็นพิพาทในคดีและพยานความเห็น จึงให้ทำการตรวจพยานหลักฐานเพิ่มเติม”

ทั้งที่ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีซึ่งเป็นองค์คณะที่นั่งพิจารณา ได้ตรวจดูคำฟ้องของโจทก์ แนวทางคำแถลงของโจทก์ คำแถลงแนวทางการต่อสู้คดีของจำเลย และสำนวนคดี การกระทำและการออกคำสั่งดังกล่าวของนายอรรถการ อาจจะทำให้กระทบกระเทือน ละเมิดต่อหลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีอย่างแท้จริงตามรัฐธรรมนูญ ละเมิดต่อหลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษาที่ได้รับการรับรองไว้ในกติการะหว่าง ประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิพลเมือง (ICCPR) ซึ่งเป็นประเทศได้ลงนามเป็นภาคีมีพันธกรณีต้องปฏิบัติ รวมทั้งกระบวนกระเทือนต่อกระบวนการยุติธรรมอย่างร้ายแรง

จึงเรียนมายังท่านประธานศาลฎีกา ประธานคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม และอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาในฐานะข้าราชการตุลาการ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในงานของศาลอาญา

เพื่อดำเนินการให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริง ตามระเบียบคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวน พ.ศ. 2544 หรือ ดำเนินการอื่นใดในส่วนที่เกี่ยวข้องตามระเบียบและกฎหมายต่อไป

อนึ่ง เนื่องจากนายอรรถการ ผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้มีตำแหน่งสูงระดับรองอธิบดีผู้พิพากษา ศาลอาญา เพื่อให้การสอบสวนกรณีดังกล่าวเป็นไปอย่างอิสระ โปร่งใส เป็นธรรม จึงขอให้ประธานศาลฎีกา มีคำสั่งโอนย้ายนายอรรถการ ไปช่วยทำงานชั่วคราวในศาลอื่นและตำแหน่งอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ การดำเนินการสอบสวนในกรณีดังกล่าวนี้ด้วย

ภายหลังยื่นหนังสือโดยมีตัวแทนเจ้าหน้าที่มารับหนังสือดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว

นายอานนท์ กล่าวว่า มายื่นหนังสือร้องเรียนร้องอธิบดีศาลอาญาดังกล่าว ที่เห็นว่าอาจจะมีพฤติกรรมก้าวก่ายการพิจารณาขององค์คณะในคดีหมิ่นเบื้องสูง มาตรา 112 ที่ตนเองตกเป็นจำเลย และเห็นว่าอาจเป็นการกระทำความผิดตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมและตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งผู้พิพากษาในคดีจะต้องมีความเป็นอิสระปราศจากการแทรกแซงจากทุกส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นผู้บังคับบัญชาที่ไม่ได้เป็นองค์คณะที่จะมีคำสั่งในคดี สำหรับคดีนี้ก็ได้มีการตรวจพยานหลักฐานไปแล้ว ทางรองอธิบดีได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมของผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน เราเห็นว่าอาจจะไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงต้องให้ตรวจสอบว่าจะเป็นความผิดหรือไม่ ถ้าหากเป็นความผิดก็ขอให้คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ได้พิจารณาลงโทษต่อไป และเพื่อให้การสอบสวนกรณีดังกล่าวเป็นไปอย่างอิสระ โปร่งใส เป็นธรรม จึงขอให้ประธานศาลฎีกามีคำสั่งโอนย้ายรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาดังกล่าว ไปช่วยทำงานชั่วคราวในศาลอื่นและตำแหน่งอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย

นายอานนท์ กล่าวต่อว่า ต้องการจะทำให้เป็นบรรทัดฐานในทุกคดี ไม่ใช่เฉพาะคดีทางการเมืองว่า ประชาชนที่มาศาลต้องการความยุติธรรม ปราศจากการแทรกแซงจากทุกส่วน และถือว่าเป็นการทำหน้าของราษฎร ที่ร่วมกันต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม เราอยากเห็นศาลเป็นเสาหลักของกระบวนการยุติธรรม และเป็นการตรวจสอบตามระบบ

เมื่อถามว่า ไม่อยากให้ผู้บริหารศาลอาญาลงมาตรวจสอบคดีขององค์คณะผู้พิพากษาใช่หรือไม่นายอานนท์ กล่าวว่า คิดว่าการพิจารณาคดีผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดี ซึ่งมีความรู้มีข้อเท็จจริงมากที่สุดในสำนวนควรจะผู้ที่มีคำสั่ง และเมื่อผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีมีคำสั่งแล้ว ไม่ว่าใครก็ตามไม่สมควรที่จะมาก้าวก่าย ไม่เฉพาะผู้บริหาร อำนาจพิเศษถ้ามี หรือแม้แต่เรื่องทางการเมือง ไม่ควรเข้ามาก้าวก่าย ที่เราดำเนินการนี้ก็เพื่อให้เกียรติผู้พิพากษาทุกท่าน ที่พิพากษาคดี เพราะว่าบุคคลที่รับผิดชอบโดยตรงก็คือผู้พิพากษาที่ทำสำนวนคดี

“ขั้นตอนของศาล อันไหนที่เราเห็นว่าไม่ปกติก็จะทำการตรวจสอบต่อไป ยืนยันว่าจะพยายามทำให้ศาลเป็นศาลที่ทุกคนเดินมาศาลด้วยความสบายใจว่าเราจะได้รับความเป็นธรรม โดยวันนี้ได้ยื่นไปที่เจ้าหน้าที่ ก.ต.และอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญารับทราบแล้ว ก็คงพิจารณาต่อไป” นายอานนท์กล่าว