กม.จราจรใหม่ ใช้แล้ววันนี้ ‘รอง ผอ.ศจร.ตร.’ ย้ำ ปรับอัตราเดิมก่อน เน้นสร้างการรับรู้ ปชช.

5.09.22 | 10:57 น.

กม.จราจรใหม่ ใช้แล้ววันนี้ ‘รอง ผอ.ศจร.ตร.’ ย้ำ ปรับอัตราเดิมก่อน เน้นสร้างการรับรู้ ปชช.

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 5 กันยายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ปรีชา เจริญสหายานนท์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร./รองผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศจร.ตร.) เปิดเผยว่า ตร. สั่งการให้ทุกหน่วยบังคับใช้กฎหมายจราจรฉบับใหม่ควบคู่กับการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องโทษปรับที่กฎหมายใหม่เพิ่มอัตราโทษสูงขึ้น เพื่อบังคับใช้ให้เกิดความปลอดภัยกับผู้ใช้รถใช้ถนน บางความผิดมีโทษสูงสุดปรับไม่เกิน 4,000 บาท แต่ในห้วง 3 เดือนแรก ตร. จะยังใช้เกณฑ์ค่าปรับใบสั่งจราจรตามกฎหมายเดิมไปพลางก่อน (ตามประกาศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่องเกณฑ์ค่าปรับตามที่เปรียบเทียบ พ.ศ.2563)

เช่น ข้อหาขับรถเร็วเกินกำหนด ฝ่าฝืนสัญญาณไฟแดง แม้โทษสูงสุดตามกฎหมายใหม่จะปรับได้ถึง 4,000 บาท แต่ค่าปรับตามใบสั่งจะกำหนดไว้ที่ 500 บาท เพื่อให้เวลาประชาชนได้ปรับตัวและปฏิบัติตามกฎจราจรได้อย่างถูกต้อง ทั้งนี้ ในระยะต่อไปจะปรับปรุงเกณฑ์ค่าปรับตามใบสั่งให้สอดคล้องกับกฎหมายจราจรฉบับใหม่ และบางข้อหาที่เป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ หรือปัจจัยเกิดความสูญเสียต่อผู้ขับขี่ เช่น ฝ่าฝืนเครื่องหมายทางม้าลาย ขับรถเร็วเกินกำหนด ฝ่าฝืนสัญญาณไฟแดง ไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่รัดเข็มขัดนิรภัย ตร. จะพิจารณากำหนดอัตราโทษปรับเป็นขั้นบันได ตามจำนวนครั้งและประวัติการกระทำผิดด้วย เช่น ทำผิดครั้งที่ 1 โทษปรับตามใบสั่ง 500 บาท หากทำผิดข้อหาเดิมเป็นครั้งที่ 2 โทษปรับตามใบสั่งเป็น 1,000 บาท เป็นต้น

พล.ต.อ.ปรีชา กล่าวว่า ใบสั่งทุกใบจะถูกกำกับโดยระบบฐานข้อมูลใบสั่งที่เรียกว่า PTM (Police Ticket Management) ซึ่งจะระบุจำนวนค่าปรับตามเกณฑ์ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดไว้ในใบสั่งทุกใบ ดังนั้น ค่าปรับจึงเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

สำหรับเรื่องการเพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำข้อหาขับรถในขณะเมาสุรา ตร.ได้พิจารณาตามหลักกฎหมายแล้ว จะไม่นำประวัติการกระทำผิดที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 5 กันยายน 2565 มาประกอบการพิจารณาเพิ่มโทษ แต่จะเริ่มบันทึกประวัติการทำผิดครั้งแรกตั้งแต่ 5 กันยายน 2565 เป็นต้นไป ทั้งนี้เรื่องการตั้งจุดตรวจวัดแอลกอฮอล์ได้สั่งการให้ทุกหน่วยถือปฏิบัติตามมาตรฐาน SOP การตั้งจุดตรวจงานจราจร ตามที่ ตร. ได้กำหนดไว้แล้วอย่างเคร่งครัด

“ขอฝากประชาสัมพันธ์ให้ผู้ขับขี่ และผู้ใช้ทาง ทำความเข้าใจกฎหมายจราจรฉบับใหม่ และร่วมกันปฏิบัติตามกฎจราจร เพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุ และป้องกันอันตรายที่อาจเกิดกับผู้ใช้ทางคนอื่นๆ” พล.ต.อ.ปรีชา กล่าว

Advertisement

ด้านพล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ดูแลรับผิดชอบงานจราจร กล่าวถึงการบังคับใช้กฎหมายจราจรฉบับแก้ไขใหม่วันแรกว่า การบังคับใช้ยังเป็นปกติ เนื่องจากกฎหมายฉบับใหม่เป็นการแก้ไขบทลงโทษให้หนักและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะความผิด และไม่ได้มีผลให้ตำรวจจราจรต้องเร่งหรือเพิ่มผลการจับกุมผู้ใช้รถแต่อย่างใด โดยทางกองบัญชาการตำรวจนครบาลมีนโยบายไม่ตั้งด่านในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านการจราจร

ส่วนอัตราโทษที่เพิ่มขึ้นนั้นขอยืนยันว่าประชาชนว่าในช่วง 3 เดือนแรกของการบังคับใช้กฎหมาย ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะยังคงเกณฑ์ค่าปรับกลาง (ยี่ต๊อก) ที่ใช้กับกฎหมายฉบับเก่าอยู่ไปก่อน จากนั้นจะมีการพิจารณาปรับเกณฑ์ค่าปรับกลางต่อไป โดยในช่วงนี้จะเร่งประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับประชาชนผู้ใช้รถให้ทราบถึงการปรับขึ้นค่าปรับไปพร้อมกัน

สำหรับการคาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่งในรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถยนต์กระบะ 4 ประตู นั้นจะมีผลบังคับใช้ทันทีในวันนี้ ส่วนกระบะที่นั่งแคปนั้นกำลังพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์การใช้เพื่อความปลอดภัย

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงความคืบหน้าในการออกประกาศเรื่องที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก พล.ต.ต.จิรสันต์กล่าวว่า ขอให้ประชาชนติดตามความคืบหน้าไปอีกสักระยะ ยังไม่ต้องเร่งซื้อหาที่นั่งสำหรับเด็กมาติดตั้งในรถยนต์ เพราะภาครัฐกำลังกำหนดแนวทางให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด โดยมีทางออกที่จะมาควบคู่กับการใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กหรือ คาร์ซีท คือการกำหนดวิธีเพื่อความปลอดภัยสำหรับเด็ก ซึ่งกำลังพิจารณาวิธีที่ปลอดภัยสูงสุด

พล.ต.ต.จิรสันต์ ยังกล่าวถึงมาตรการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพขึ้นตาม พ.ร.บ.จราจร ฉบับใหม่ ว่าต่อไปกรณีพบผู้ขับขี่รถยนต์หมดสติพนักงานสอบสวนสามารถให้แพทย์ตรวจหาแอลกอฮอล์ทางกระแสเลือดได้ทันที โดยไม่ต้องขอความยินยอม และกรณีเมาแล้วขับนั้นหากผู้ขับขี่มีการกระทำความผิดซ้ำในช่วง 2 ปี ก็จะมีบทเพิ่มโทษจำคุกและปรับอีกด้วย

พล.ต.ต.จิรสันต์กล่าวว่า ขณะที่การขับรถฝ่าฝืนทางม้าลายนั้น กองบัญชาการตำรวจนครบาลประสานกับทางนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้ช่วยดำเนินการติดตั้งกล้องวงจรปิดตามทางม้าลายกว่า 100 จุด ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อตรวจจับบันทึกภาพผู้ฝ่าฝืน เพื่อออกใบสั่งไปถึงผู้ขับขี่ รวมทั้งโดยปัจจุบันมีระบบการตัดแต้มผู้ไม่คอยเสียค่าปรับใบสั่ง โดยหากโดนตัดแต้มจนหมดจะถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ระหว่างนั้นหากยังนำรถมาขับขี่อีกจะมีโทษถึงขั้นจำคุก