กรมวิทย์ฯ เผยผลทดสอบ 28 คนไทยเคยปลูกฝี ไร้ภูมิคุ้มกันไวรัส มังกี้พ็อกซ์
วันที่ 5 กันยายน 2565 ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงผลการทดสอบภูมิคุ้มกันต่อไวรัสฝีดาษวานร หรือฝีดาษลิง (Monkeypox) ต่อคนที่ได้รับวัคซีนฝีดาษ (Smallpox) ในประเทศไทย ว่า หลังจากพบว่ามีผู้ป่วยฝีดาษลิงในประเทศไทยแล้ว 7 ราย กรมวิทยาศาสตร์ฯ ได้นำเชื้อไวรัสมาเพาะทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งมีทั้ง 2 สายพันธุ์ คือ B.1 จำนวน 1 ราย และ A.2 จำนวน 6 ราย แล้วนำเชื้อมาทดสอบกับคนไทยที่เคยปลูกฝีดาษ เพื่อทดสอบว่าจะมีภูมิคุ้มกันจัดการเชื้อไวรัสได้หรือไม่
“ทั้งนี้ การปลูกฝีดาษเป็นคนละโรคกับฝีดาษลิง แต่เป็นตระกูลใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตาม โรคฝีดาษลิง เกิดในปี ค.ศ.1958 พบเจอในลิงก่อน และในช่วงปี ค.ศ.1970 มีการติดเชื้อมาสู่คน พบในประเทศคองโก เริ่มกระจายมากในปี ค.ศ.2020 ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานพบมากกว่า 4,594 ราย เสียชีวิต 171 ราย คิดเป็น ร้อยละ 3.7 และช่วงเดือนกรกฎาคม 2022 องค์การอนามัยโลก ประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ข้อมูลผู้ป่วยล่าสุด เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา พบใน 100 ประเทศ ติดเชื้อ 50,327 ราย เสียชีวิต 15 ราย” นพ.ศุภกิจ กล่าว

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า จากการตรวจหาระดับภูมิคุ้มกันที่กรมวิทยาศาสตร์ฯ ใช้ คือวิธี Plaque Reduction Neutralization Test (PRNT) ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐาน โดยนำน้ำเลือดมาจางลงเป็นเท่าๆ จนกระทั่งถึงจุดฆ่าเชื้อได้ครึ่งหนึ่ง หรือที่เรียกว่า PRNT ร้อยละ 50 ส่วนจะออกมาเป็นไตเตอร์เท่าไร ก็จะเป็นตัวเลขเพื่อพิจารณาว่าได้ผลหรือไม่ โดยใช้เวลา 1 สัปดาห์
“ที่ผ่านมา เราได้หาอาสาสมัครมาดำเนินการแบ่งตามกลุ่มอายุ โดยแต่ละกลุ่มมี 10 คน ในการศึกษา ตรวจทั้ง 2 สายพันธุ์ คือ B.1 และ A.2 โดยแบ่งเป็น อายุ 45-54 ปี อายุ 55-64 ปี อายุ 65-74 ปี อย่างไรก็ตาม ข้อมูล คือ ต้องมีระดับไตเตอร์ (titer) มากกว่า 32 จึงถือว่ามีภูมิคุ้มกันที่สามารถลบล้างฤทธิ์ไวรัสฝีดาษวานรได้ ดังนั้น หากต่ำกว่า 32 แม้มีภูมิคุ้มกัน แต่ไม่สูงพอจัดการได้ โดยผลตรวจพบว่า อายุ 45-54 ส่วนใหญ่ไม่มีภูมิคุ้มกันขึ้นถึง 32 ขณะที่อายุ 55-64 ปี ภูมิคุ้มกันไม่แตกต่างกันมาก มีเพียง 2 ราย ที่มีภูมิคุ้มกันต่อ A.2 คือ 35 กับ 39 ซึ่งป้องกันได้ แต่ปริ่มๆ ส่วนอายุ 65-74 ปี ไม่มีใครถึงระดับ 32 เช่นกัน” นพ.ศุภกิจ กล่าวและว่า นอกจากนี้ ยังตรวจคนที่ติดเชื้อ เพราะเหมือนได้รับวัคซีนธรรมชาติ พบว่า ในกลุ่มนี้สายพันธุ์ A.2 โดยสายพันธุ์ B.1 ไม่ได้นำมาวิเคราะห์โดยตรง ซึ่งพบว่า กลุ่มนี้มีภูมิคุ้มกันต่อ A.2 สูงมาก และเมื่อมาทดสอบกับ B.1 ป้องกันได้จำนวนหนึ่ง นี่คือหลักการธรรมชาติ แต่ไม่ได้ต้องการให้ไปติดเชื้อจะได้มีภูมิคุ้มกัน ส่วนคนที่ไม่ได้รับวัคซีน เป็นเด็กรุ่นหลัง เรามาตรวจ 3 ราย พบว่า ไม่มีภูมิคุ้มกันใดๆ ทั้งสิ้น ภูมิคุ้มกันขึ้นต่ำกว่า 4
นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า หลักการให้วัคซีนหลายตัวไม่อยู่ยาว และโรคฝีดาษหายไปช่วงหนึ่ง ซึ่งภูมิคุ้มกันจะป้องกันได้ในช่วง 3-5 ปีแรก และต้องได้รับการกระตุ้น ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษมีข้างเคียงมาก จึงไม่จำเป็นต้องฉีดให้กับทุกคน พร้อมกับโรคที่มีความรุนแรงน้อยและไม่ระบาด ดังนั้น เราซื้อวัคซีนมาก็จะใช้ฉีด 2 กรณี คือ กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย และ 2.กลุ่มเสี่ยงสูงที่สัมผัสผู้ป่วย เพื่อลดความรุนแรงของโรคได้
“การฉีดวัคซีนฝีดาษ ไม่จำเป็นต้องฉีดทั่วไป ผ่านมา 2 เดือน พบ 7 ราย มีที่มาที่ไปชัดเจน ไม่ได้เป็นการติดแบบโควิด ดังนั้นโอกาสแพร่กว้างขวางก็จะไม่มี ทั้งนี้ สายระบาดคือ A.2 เป็นสายพันธุ์แอฟริกาตะวันตก ไม่ค่อยรุนแรง อัตราการตายน้อยกว่า ร้อยละ 5 ยกเว้นคนที่ภูมิคุ้มกันไม่ดี กินยากดภูมิคุ้มกัน หรือเป็นโรคบางอย่างที่ทำให้ภูมิคุ้มกันน้อย รวมทั้งเด็กเล็กๆ ก็อาจมีปัญหาได้ อย่างไรก็ตาม มาตรการ Universal prevention ล้างมือด้วยสบู่ หรือแอลกอฮอล์ สวมหน้ากากอนามัยก็ช่วยได้ การเว้นระยะห่างหากไม่นัวเนียกันก็ป้องกันได้” นพ.ศุภกิจ กล่าว
นพ.ศุภกิจ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนฝีดาษลิงโดยตรง เพราะอาจจะไม่คุ้มค่าราคาขาย ซึ่งตอนนี้ที่มีการศึกษาใช้ คือ วัคซีนฝีดาษที่ป้องกันข้ามสายพันธุ์ได้ร้อยละ 85 โดยตอนนี้มีวัคซีนรุ่น 3 คือ วัคซีน JYNNEOS vaccine โดยฉีดวิธี 1.ฉีดเข้าชั้นผิวหนัง ใช้วัคซีน 0.1 มิลลิลิตร และ 2.ฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนัง ใช้ 0.5 มิลลิลิตร โดยประเทศไทยซื้อมา 1,000 โดส ใช้ฉีดได้ 500 คน ซึ่งกรรมการวิชาการฯ จะตั้งกติกามาเพื่อฉีดต่อไป
“สรุปคือ คนไทยส่วนใหญ่ที่ได้รับวัคซีนฝีดาษมานานกว่า 40 ปี จำนวน 28 ราย ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสฝีดาษลิง ทั้ง 2 สายพันธุ์ แต่มี 2 ราย ที่พบว่ามีระดับภูมิคุ้มกันที่ป้องกันได้” นพ.ศุภกิจ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม กรมวิทยาศาสตร์ฯ ได้หารือกับสถาบันวัคซีนแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยบางแห่ง ได้ประสานขอเชื้อ เพื่อทำการวิจัยพัฒนาวัคซีนฝีดาษวานรโดยตรง ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์ฯ สนับสนุน เพราะหากทำได้ก็เป็นผลงานของไทยเอง ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณา แต่ง่ายที่สุดน่าจะพัฒนาจากวัคซีนฝีดาษลิงชนิดเชื้อตาย ซึ่งน่าจะทำง่ายและเป็นแพลตฟอร์มคุ้นชิน

ผู้สื่อข่าวถามว่า วัคซีนขององค์การเภสัชกรรม (อภ.) ที่มีเก็บไว้ จำเป็นต้องใช้หรือไม่ นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า ยังไม่จำเป็นต้องใช้ เพราะเป็นรุ่น 1 เมื่อนำมาฉีดจะมีแผลเป็น ซึ่งการฉีดวัคซีนฝีดาษคนในสมัยก่อนมีคนเสียชีวิตเยอะ แต่ตอนนี้อัตราเสียชีวิตน้อยมาก โดยเราต้องชั่งน้ำหนักของภาวะที่เกิดหลังรับวัคซีน
ด้าน ดร.สุภาพร ภูมิอมร ผู้อำนวยการสถาบันชีววัตถุ กล่าวว่า สำหรับคนที่ไม่มีภูมิคุ้มกันจะทำอย่างไรนั้น อย่างที่นำเรียนว่า โรคนี้ไม่ได้ติดต่อง่าย เพียงแต่ใช้มาตรการ Universal prevention ได้

