ศาลแพ่งใต้นัดชี้สองสถานคดี ‘คุณหญิงกอแก้ว’ ฟ้อง ‘เกษม ณรงค์เดช’ ชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลฮ่องกง 51 ล้าน บ.โกลเด้นฯฟ้องอีกสำนวนเรียก 13 ล้าน นัด 14 พ.ย.นี้
เมื่อวันที่ 6 กันยายน ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา ได้ยื่นฟ้องนายเกษม ณรงค์เดช ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท เคพีเอ็น เป็นจำเลย ขอให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ในคดีตามคำพิพากษาของศาลสูงฮ่องกง จำนวน 10,961,459.69 ดอลลาร์ฮ่องกง หรือคิดเป็นเงิน จำนวน 51,731,512.86 บาท
โดยคำฟ้องสรุปพฤติการณ์ว่า กรณีเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2561 นายเกษมได้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีทางแพ่งต่อบริษัท โกลเด้น มิวสิค ลิมิเต็ด (บริษัท โกลเด้น), นายณพ ณรงค์เดช และคุณหญิงกอแก้ว เป็นจำเลยที่ 1-3 ต่อศาลฮ่องกง และจำเลยได้ยื่นคำขอคุ้มครองชั่วคราวฝ่ายเดียวอย่างฉุกเฉินต่อศาลฮ่องกง เพื่อขอให้ศาลฮ่องกงมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยการห้ามมิให้นายณพ และคุณหญิงกอแก้วจำหน่ายจ่ายไปหรือกระทำด้วยประการใดอันเป็นการค้าหุ้น จำนวน 459,109,350 หุ้น ในบริษัท โกลเด้น ซึ่งหุ้นดังกล่าวจดทะเบียนอยู่ในชื่อโจทก์ (คุณหญิงกอแก้ว)
โดยกล่าวอ้างว่า นายเกษมเป็นเจ้าของหุ้นในบริษัท โกลเด้น และจำเลยทั้งสามในคดีที่ศาลฮ่องกงได้ร่วมกันกระทำการละเมิดต่อนายเกษมด้วยการปลอมและใช้เอกสารปลอม ศาลฮ่องกงได้ทำการพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่นายเกษมยื่นศาลเพียงฝ่ายเดียว ทำให้ศาลฮ่องกงหลงเชื่อและมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว
ภายหลังจากศาลฮ่องกงมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวแล้ว จำเลยในคดีนี้ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2561 นายเกษมได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลฮ่องกงให้มีคำวินิจฉัยว่า การโอนหุ้นในบริษัท โกลเด้น ของนายเกษมให้แก่คุณหญิงกอแก้วตกเป็นโมฆะ และไม่มีผลบังคับ และขอให้ศาลมีคำสั่งให้บริษัท โกลเด้น, นายณพ และคุณหญิงกอแก้ว ดำเนินการโอนหุ้นกลับคืนให้แก่นายเกษม รวมทั้งคืนสิทธิในฐานะเจ้าของหุ้นบริษัท โกลเด้น รวมทั้งเรียกร้องค่าเสียหาย ค่าชดเชย ดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายต่างๆ อีกด้วย
ต่อมา จำเลยในคดีของศาลฮ่องกงได้ยื่นคำขอเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลฮ่องกง พร้อมทำคำให้การพยานยื่นต่อศาลฮ่องกงเพื่อสู้คดีตามขั้นตอนที่กฎหมายฮ่องกงกำหนดไว้
ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 นายเกษมมีหนังสือแจ้งมายังบริษัท โกลเด้น, นายณพ, และคุณหญิงกอแก้ว ว่านายเกษมซึ่งเป็นโจทก์ในคดีที่ศาลฮ่องกง ประสงค์ที่จะขอยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลฮ่องกงและถอนฟ้องคดี
ซึ่งจำเลยทั้ง 3 ได้รับหนังสือฉบับดังกล่าวแล้ว ไม่คัดค้านคำขอดังกล่าว แต่เนื่องจากเห็นว่าการที่นายเกษมยื่นฟ้องคดีต่อศาลฮ่องกงเป็นการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต จำเลยทั้ง 3 จึงได้ยื่นข้อเสนอให้นายเกษมรับผิดชอบชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีนี้ให้แก่จำเลยทั้ง 3 ในคดีดังกล่าวก่อนที่จะถอนฟ้องคดี และห้ามมิให้นายเกษมฟ้องร้องหรือดำเนินคดีในเรื่องเดียวกันนี้อีก เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลฮ่องกง แต่นายเกษมกลับปฏิเสธที่จะชดใช้ค่าใช้จ่ายดังกล่าว
จำเลยทั้ง 3 ร้องขอต่อศาลฮ่องกงให้พิจารณา และมีคำพิพากษาให้นายเกษมต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีในอัตราอย่างสูงตามกฎหมายฮ่องกง
ศาลฮ่องกงพิจารณาข้อเท็จจริง รวมทั้งพยานหลักฐานจากคู่ความในคดีทั้งสองฝ่ายแล้วเห็นว่า นายเกษมได้เคยยอมรับมาโดยตลอดและโดยชัดแจ้งว่าตนเป็นเจ้าของหุ้นบริษัท โกลเด้น ซึ่งถือหุ้นอยู่ในบริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) จำกัด (บริษัท วินด์) และยอมรับว่าได้ลงนามในเอกสารเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับบริษัท วินด์ แต่ทว่าต่อมากลับอ้างว่าตนเองไม่เคยลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายหุ้นบริษัท วินด์ และลายมือชื่อของตนซึ่งปรากฏในสัญญาซื้อขายหุ้นบริษัท วินด์ เป็นลายมือชื่อปลอม เป็นเหตุให้นายเกษมไม่ใช่เจ้าของหุ้นบริษัท วินด์ และไม่มีหุ้นบริษัท วินด์ เพื่อไปแลกเปลี่ยนกับหุ้นของบริษัท โกลเด้น เพื่อให้ได้มาซึ่งหุ้นของบริษัท โกลเด้น ดังนั้น นายเกษมจึงไม่ใช่เจ้าของหุ้นบริษัท โกลเด้น นายเกษมจึงได้ขอถอนคำฟ้องดังกล่าวไปจากศาลฮ่องกง
ข้อเท็จจริงตามที่ศาลฮ่องกงได้วินิจฉัยไว้ดังกล่าวข้างต้น ทำให้ศาลฮ่องกงเห็นว่า ข้อกล่าวอ้างนายเกษมซึ่งเป็นโจทก์คดีดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงไปมา กรณีจึงไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษที่นายเกษมจะยกขึ้นอ้างเพื่อถอนคำฟ้องคดีของศาลฮ่องกงโดยไม่ต้องรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินคดีให้แก่คู่ความอีกฝ่ายที่ได้รับความเสียหายได้ ประการสำคัญ ศาลฮ่องกงยังวินิจฉัยไว้อีกว่า นายเกษมล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วนและตรงไปตรงมา และในกรณีที่เลวร้ายที่สุด นายเกษมได้จงใจให้ข้อมูลเท็จต่อศาลฮ่องกงในเรื่องมูลคดีที่แท้จริงของตน เมื่อศาลฮ่องกงได้พิจารณาถึงพฤติการณ์ที่ไม่สุจริตของนายเกษม และเห็นว่าบริษัท โกลเด้น นายณพ และโจทก์ ได้รับความเสียหายและต้องเสียค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการต่อสู้แก้ข้อกล่าวหาในคดีไปเป็นจำนวนมาก ศาลฮ่องกงจึงได้มีคำพิพากษาอนุญาตให้จำเลยในคดีนี้ นายเกษม ยุติการดำเนินคดี โดยมีเงื่อนไขว่าจำเลยในคดีนี้ (นายเกษม) ต้องชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีของศาลฮ่องกงให้แก่บริษัท โกลเด้น นายณพ และโจทก์ในคดีนี้ (คุณหญิงกอแก้ว) ในอัตราสูงตามกฎหมายฮ่องกงและห้ามมิให้จำเลยในคดีนี้ นายเกษม ดำเนินคดีอื่นใดกับทั้ง 3 โดยอาศัยมูลเหตุอย่างเดียวกัน หรือมูลเหตุอันมีสาระสำคัญอย่างเดียวกับที่ศาลฮ่องกง เว้นแต่จะได้ชำระค่าใช้จ่ายตามที่มีคำพิพากษา และศาลได้อนุญาตให้สามารถดำเนินคดีได้
เมื่อศาลฮ่องกงมีคำพิพากษา โจทก์และพวกจะต้องทำการรวบรวมและจัดทำบรรดารายการค่าใช้จ่ายทางกฎหมายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจริงจากการดำเนินคดีของแต่ละบุคคล และได้ยื่นรายการค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้นายเกษมทำการตรวจสอบ โต้แย้ง และคัดค้าน และนำเสนอต่อศาลฮ่องกง เพื่อให้ศาลฮ่องกงได้พิจารณาและมีคำสั่งตามคำขอ
โดยในส่วนของโจทก์ในคดีนี้ ศาลฮ่องกงได้ทำการพิจารณาและตรวจสอบค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว เห็นชอบให้กำหนดจำนวนค่าใช้จ่ายที่นายเกษมต้องรับผิดชดใช้เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 10,594,287.80 ดอลลาร์ฮ่องกง
เรียนต่อศาลว่า คำพิพากษาและคำสั่งของศาลฮ่องกงปัจจุบันได้ถึงที่สุดแล้ว ซึ่งนายเกษมไม่ได้อุทธรณ์ หรือโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาคำสั่ง รวมถึงกระบวนพิจารณาของศาลฮ่องกงดังกล่าวแต่อย่างใด คำพิพากษาและคำสั่งของศาลฮ่องกงดังกล่าวจึงเป็นอันเสร็จเด็ดขาด และมีผลผูกพันอันจะบังคับต่อจำเลยในคดีนี้ ตามกฎหมายต้องถือว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ในคดีนี้ ตามคำพิพากษาและคำสั่งของศาลฮ่องกงและหนี้ แต่ปรากฏว่านายเกษม ซึ่งทราบผลคำพิพากษาแล้วกลับเพิกเฉยไม่ชำระหนี้
จึงเป็นเหตุให้เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2565 โจทก์ได้มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยรับผิดชดใช้เงิน จำนวน 10,594,287.80 ดอลลาร์ฮ่องกง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลฮ่องกงมีคำสั่งจนกว่าชำระเสร็จ มาชำระให้ภายใน 15 วันนับแต่วันที่นายเกษมได้รับหนังสือฉบับดังกล่าว นายเกษมได้รับหนังสือทวงถามแล้วก็ยังคงเพิกเฉยไม่ยอมปฏิบัติการชำระหนี้
การที่นายเกษมฟ้องโจทก์ในคดีนี้ (คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา) ต่อศาลฮ่องกงโดยไม่สุจริต ทำให้โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีเพื่อว่าจ้างทั้งที่ปรึกษากฎหมายและทนายความ ตามระบบกระบวนพิจารณาคดีของศาลฮ่องกงเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก
จึงฟ้องขอให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย ซึ่งศาลฮ่องกงได้มีคำพิพากษาและคำสั่งกำหนดให้จำเลยต้องชำระเงินให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 10,594,287.80 ดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งจำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปีของต้นเงิน 10,594,287.80 ดอลลาร์ฮ่องกง นับแต่วันที่ศาลฮ่องกงได้กำหนดจำนวนหนี้ค่าใช้จ่าย ค่าเสียหายที่แน่นอน และถึงที่สุดแล้ว คือวันที่ 23 ธ.ค.64 จนถึงวันฟ้องคดีนี้ (2 กันยายน 2565) คิดเป็นเงิน จำนวน 367,171.89 ดอลลาร์ฮ่องกง เมื่อรวมเงินต้นและดอกเบี้ยแล้ว ณ วันฟ้องคดีนี้ (วันที่ 2 กันยายน 2565) จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 10,961,459,69 ดอลลาร์ฮ่องกง และจำเลยยังต้องรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปีของเงินต้น จำนวน 10,594,287.80 นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ด้วย ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการคำนวณทุนทรัพย์ โจทก์ขอคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์ฮ่องกง เท่ากับ 4.7194 บาท ตามประกาศอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งประเทศไทย
ซึ่งเมื่อคำนวณค่าเสียหายที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ ณ วันฟ้องคดีนี้ (วันที่ 2 กันยายน 2565) ค่าเสียหาย จำนวน 10,961,459.69 ดอลลาร์ฮ่องกง หรือคิดเป็นเงิน จำนวน 51,731,512.86 บาท ซึ่งโจทก์ขอถือเป็นทุนทรัพย์ในคดีนี้
อนึ่ง มูลหนี้ตามคำฟ้องโจทก์เป็นหนี้ตามคำพิพากษาของศาลฮ่องกง เขตปกครองพิเศษฮ่องกง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งถึงที่สุดและมีจำนวนที่แน่นอนแล้ว จึงเป็นหนี้ที่ชอบและบังคับได้ตามกฎหมาย แต่เนื่องจากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ และไม่มีทรัพย์สินที่อาจบังคับได้ในเขตการปกครองพิเศษฮ่องกง อีกทั้ง จำเลยมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรไทย และอยู่ในเขตอำนาจของศาลนี้ โจทก์ไม่มีทางอื่นใดที่จะบังคับเอาแก่จำเลยได้จึงต้องนำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลเพื่อขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในวันเดียวกัน บริษัท โกลเด้น มิวสิค ลิมิเต็ด ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในศาลฮ่องกงก็ได้ยื่นฟ้องนายเกษม เรียกค่าเสียหายกรณีเดียวกันเป็นเงิน 2,779,557,91 ดอลลาร์ฮ่องกง หรือเป็นเงินไทย 13,117,845.60 บาท
โดยศาลรับคำฟ้องไว้พร้อมนัดชี้สองสถาน และสืบพยานโจทก์วันที่ 14 พฤศจิกายน 2565 เวลา 13.30 น.

