กทม.จ่ออุทธรณ์ ปมสั่งจ่ายหนี้สายสีเขียว 1.2 มล. – ชัชชาติ ดึงเข้าสภาฯถกต่อ เก็บส่วนขยาย 15 บาทตลอดสาย

7.09.22 | 17:06 น.

กทม.จ่อยืนอุทธรณ์ศาลปกครองภายใน 30 วัน – ชัชชาติ เผย 14 ก.ย. เตรียมยื่นสภากทม. ถกเพิ่ม เก็บค่าโดยสารส่วนต่อขยาย 15 บาทตลอดสาย

เมื่อวันที่ 7 กันยายน ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) เปิดเผยถึงกรณี ศาลปกครองสั่งให้ กทม.และบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) ชำระหนี้ 12,000 ล้านบาท ให้กับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส กรณีจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว ในเส้นทางส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2

อ่านข่าว : ด่วน! ศาลปกครองสั่ง กทม.-กรุงเทพธนาคมจ่าย 1.2 หมื่นล้าน จ้าง BTS เดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว

พรุ่งนี้ ‘ธงทอง’ นัดถกบอร์ด กรุงเทพธนาคม เคาะแนวทางสางปมค่าจ้าง ‘บีทีเอส’

นายชัชชาติกล่าวว่า ทาง กทม.มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน ซึ่งจะมีการปรึกษากับฝ่ายกฎหมายและคณะผู้บริหารว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อ

ทั้งนี้ แบ่งเป็นหนี้ 2 ส่วน คือ 1.ค่าจ้างการเดินรถส่วนต่อขยายที่ 1 ประมาณ 2,000 ล้านบาท และส่วนต่อขยายที่ 2 ประมาณ 6,000 ล้านบาท รวมคิดอัตราดอกเบี้ยด้วยประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยส่วนต่อขยายที่ 1 เรื่องยังคงค้างในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ต้องการนำมูลหนี้มาแปลงเป็นสัญญาสัมปทาน ทำให้ยังไม่มีการชำระหนี้

Advertisement

สำหรับส่วนต่อขยายที่ 2 กทม.ทำหนังสือมอบหมายงานให้บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) ซึ่งมีข้อกังวลที่ว่า กทม.มีอำนาจจ่ายหนี้จริงหรือไม่ เพราะไม่ได้มีการทำสัญญาชัดเจนเหมือนกับส่วนต่อขยายที่ 1

“เราไม่ได้ติดอะไรนะ มันเป็นเรื่องในอดีตที่เราไม่ได้เป็นคนทำไว้ แต่เราอยากให้ยุติธรรมและรอบคอบที่สุด เพราะสุดท้ายต้องเอาเงินประชาชนไปจ่าย ถ้ามีมุมไหนที่เราอยากได้ความกระจ่าง เพื่อให้ชัดเจน และให้ทางศาลพิจารณาเพิ่มเติม ก็คงอยู่ในคำอุทธรณ์ต่อไป” นายชัชชาติเผย

นายชัชชาติกล่าวอีกว่า จะมีการนำเรื่องรถไฟฟ้าสายสีเขียว เข้าที่ประชุมสภา กทม.ในวันพุธที่ 14 กันยายนนี้ ทั้งหมด 3 ประเด็น คือ 1.ความเป็นมาของรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย 2.การเก็บค่าโดยสาร และ 3.การส่งคำตอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ส่วนเรื่องที่ตอบกลับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกอบไปด้วย 1.การขอแบ่งเบาภาระหนี้สินในส่วนโครงสร้างพื้นฐาน 2.ความเห็นเรื่องการต่อสัญญาสัมปทาน ซึ่งรัฐมนตรีฯ ก็ได้ถามมา จึงอยากให้ทางสภา กทม.ให้ความเห็นร่วมด้วย

“เรื่องนี้ต้องคิดให้รอบคอบ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตนั่นแหละ สภา กทม.และผู้บริหารชุดนี้คือดูจากอดีตที่ผ่านมา ไม่ได้มีการจ่ายหนี้มาหลายปีแล้ว ถ้าจะให้เรามาจ่ายภายใน 1-2 เดือน คงไม่ใช่เรื่องง่าย” นายชัชชาติกล่าว

เมื่อถามว่า กทม.จะมีการอุทธรณ์ร่วมกับทางเคทีหรือไม่ ?

นายชัชชาติระบุว่า ต้องถามกับทางเคที แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ ตัวหนังสือมอบหมายงานการเดินรถในส่วนต่อขยายที่ 2 มีการระบุชัดเจนว่า เคทีไม่ใช่ตัวแทนของ กทม.

เมื่อถามว่าทำไมต้องนำเรื่องการเก็บค่าโดยสารส่วนต่อขยายที่ 2 เข้าสภา กทม. ?

นายชัชชาติ กล่าวว่า มีรายจ่ายที่เคทีต้องจ้างเอกชนเดินรถ ประมาณ 5,800 ล้านบาทต่อปี ซึ่งผู้ว่าฯ กทม.มีอำนาจในการประกาศเก็บค่าโดยสาร สมมติถ้าเก็บ 15 บาทตลอดสาย กทม.มีรายได้เข้ามาประมาณ 1,000 ล้านบาท แต่ส่วนต่าง 4,800 ล้านบาท ต้องตั้งงบประมาณรายจ่าย ถ้าไม่มีการแจ้งกับสภา กทม. แล้วเกิดไม่ตั้งงบประมาณตรงนี้มาจะทำอย่างไร โดยในอดีตการเก็บค่าโดยสารส่วนต่อขยายที่ 1 สภา กทม.เห็นว่ามีรายได้รายจ่ายเป็นอย่างไร อนาคตในการตั้งงบประมาณจะได้ไม่มีคำถามกัน

“จริงๆ อำนาจผมตั้งได้ แต่พอมีหนี้ปุ๊ป สภาต้องมาจ่าย มันต้องให้เขามีโอกาสได้คิดได้พิจารณาด้วย” นายชัชชาติกล่าว


เมื่อถามว่าจะมีการคืนโครงสร้างพื้นฐานในส่วนต่อขยายที่ 2 ให้กับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) หรือไม่ ?

นายชัชชาติกล่าวว่า โดยส่วนตัวอยากจะคืนให้ รฟม.ทั้งเส้นทาง ซึ่งรวมสายสัมปทานเดิม ที่จะหมดสัญญาสัมปทานในปี 2572 และส่วนต่อขยายที่ 1 ส่วนการแบ่งคืนเป็นท่อน ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งนี้ เป็นการมองประโยชน์ให้กับประชาชน เพราะอยากให้ราคารถไฟฟ้าทั้งกรุงเทพฯ มีราคาถูกลง ซึ่งควรจะมีหน่วยงานบริหารจัดการเพียงหน่วยเดียว เพื่อที่จะคิดค่าโดยสารแรกเข้าเพียงจุดเดียว ถ้ามีทั้ง กทม.และ รฟม. เป็นคนบริหาร ทำให้การเจรจาลดค่าโดยสารแรกเข้าไม่ใช่เรื่องง่าย รวมถึงไม่สามารถนำเส้นทางที่สร้างรายได้เยอะ ไปเกลี่ยกับเส้นทางที่สร้างรายได้น้อยได้ ซึ่งถ้าคืนเป็นท่อนอยากให้ช่วยเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมากกว่า ทั้งนี้ ค่าโดยสารในส่วนต่อขยายทั้งหมดจะคิดอัตราเดิมที่ 15 บาทตลอดสาย

นายชัชชาติกล่าวอีกว่า สำหรับการหารายได้ที่ไม่ใช่ค่าโดยสาร เช่น ค่าโฆษณา แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันส่วนต่อขยายที่ 2 มีผู้โดยสารใช้บริการไม่เยอะ อาจจะมีการเจรจาเพิ่มเติม แต่ในรายละเอียดยังไม่สามารถเปิดเผยได้