สภาผู้บริโภค จี้ผู้ว่าฯชัชชาติ-สภา กทม. ชง ครม.เลิกคำสั่ง คสช. เคาะค่ารถไฟฟ้าราคาถูก
เมื่อวันที่ 13 กันยายน น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) เปิดเผยว่า ตามที่ในวันที่ 14 กันยายน 2565 สภากรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะประชุมพิจารณาแก้ปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียวและปัญหาหนี้สินค้างจ่ายและนโยบายจัดเก็บค่าบริการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย 2 ในเส้นทางช่วง แบริ่ง – สมุทรปราการ และหมอชิต – สะพานใหม่ – คูคต ระหว่าง สูตร 15 บาทตลอดสาย และสูตร 14+2X เมื่อรวมเส้นทางหลักจะเก็บค่าบริการสูงสุดไม่เกิน 59 บาท นั้น
สอบ. ในฐานะตัวแทนผู้บริโภคได้ยื่นหนังสือต่อผู้ว่าฯ กทม. เพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียว และทำให้ราคาค่าโดยสารเป็นธรรมกับผู้บริโภค
น.ส.สารีกล่าวว่า สอบ.ได้ติดตามประเด็นราคาค่าบริการรถไฟฟ้าสายสีเขียวมาโดยตลอด พิจารณาแล้วเห็นว่า หากกรุงเทพมหานคร (กทม.) จัดเก็บค่าบริการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย 2 ในอัตรา 14+2X ในเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย 2 จะทำให้ส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียวกลายเป็นเส้นทางใหม่ที่คิดค่าบริการตามระยะทางโดยทันที และจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้นมากกว่าร้อยละ 100
ขณะที่ตัวเลขประมาณการจำนวนผู้โดยสารต่อวันและรายได้ค่าโดยสารระหว่างการจัดเก็บค่าบริการทั้งสองรูปแบบระหว่างรูปแบบที่ 1 ราคา 15 บาทตลอดสาย และรูปแบบที่ 2 ราคา 14+2X ของ กทม.พบว่า กทม.จะมีค่าใช้จ่ายส่วนต่างที่ต้องสนับสนุนเพิ่มเติมเพียง 18.6 ล้านบาท เท่านั้น
เลขาธิการ สอบ. กล่าวว่า เพื่อให้การกำหนดราคาที่เหมาะสมเป็นธรรมและผู้บริโภคไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่าย สอบ. จึงมีข้อเสนอต่อการแก้ไขปัญหาสัมปทานและการกำหนดค่าบริการรถไฟฟ้าสายสีเขียว
1.ขอให้ กทม.กำหนดค่าบริการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย 1 และ ส่วนต่อขยาย 2 ที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคในราคา 15 บาทตลอดสาย เมื่อรวมเส้นทางหลักจะเก็บค่าบริการสูงสุดไม่เกิน 44 บาท ตามสิทธิสัญญาสัมปทานของ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
2.ขอให้ กทม.เจรจาพักชำระหนี้กับกระทรวงการคลัง หรือคืนภาระหนี้ค่าก่อสร้างและกรรมสิทธิ์รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย 2 จำนวน 69,105 ล้านบาท ให้กับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) หรือกระทรวงคมนาคม เนื่องจากหาก กทม.รับภาระหนี้ดังกล่าวจะกระทบต่อสัญญาสัมปทานหลักที่จะครบอายุสัญญาในปี 2572 และทำให้มีปัญหาได้ในอนาคต
3.ขอให้ กทม.ออกซีเคียวริไทเซชั่น (Securitization) ซึ่งเป็นกระบวนการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นหลักทรัพย์ โดยการระดมทุนจากรายได้ในอนาคตมาใช้หนี้ค้างจ่าย เนื่องจากหากหมดสัญญารถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงเส้นทางสัมปทานหลักที่จะหมดสัญญาสัมปทานในปี 2572 จะมีผลให้ กทม.สามารถบริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว จำนวน 59 สถานีได้ ซึ่ง กทม.สามารถนำรายได้ดังกล่าวไปชำระหนี้ค้างจ่ายได้
“4.ขอให้ กทม.เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยกเลิกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2562 เพราะเป็นผลผูกพันที่ทำให้ กทม.ต้องขยายเวลาสัญญาสัมปทานจากปี 2572 ออกไปถึงปี 2602 และเก็บค่าบริการในอัตราสูงสุดไม่เกิน 65 บาท ซึ่งเป็นภาระกับผู้บริโภคนานถึง 37 ปี โดยขอให้เข้าสู่กระบวนการตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 เนื่องจาก กทม.ยังมีระยะเวลาจัดทำแนวทางดำเนินการต่อเนื่องจากโครงการร่วมลงทุนก่อนสิ้นสุดอายุสัมปทาน 5 ปี และขอให้ใช้วิธีการประมูลจ้างการเดินรถหรือทำสัญญาร่วมทุน (PPP) โดยแยกเป็น 2 สัญญา คือ สัญญาเดินรถและสัญญาหาประโยชน์จากการโฆษณาและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
และ 5.ขอให้ กทม.แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อสนับสนุนให้ดำเนินการขนส่งมวลชนทุกคนขึ้นได้และมีส่วนร่วมในการกำหนดค่าโดยสาร การเชื่อมต่อระบบบริการ และกำกับคุณภาพบริการขนส่งมวลชนที่ปลอดภัยและเป็นธรรมในกรุงเทพมหานคร” น.ส.สารีกล่าว

