ผบ.ตร.-บิ๊กโจ๊ก เปิดปฏิบัติการตรวจยึดทรัพย์ผู้ต้องหาทุจริตสหกรณ์พัทลุงอีก 309 ล.พร้อมสรุปสำนวนคดีส่งอัยการ

13.09.22 | 12:56 น.

เมื่อวันที่ 13 กันยายน พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วยผบ.ตร. ร่วมกันเปิดเผยว่ากรณีเมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมากลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจสมาชิกสหกรณ์จังหวัดพัทลุงรวมตัวกันยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมจากตน ให้ช่วยติดตามคดีการทุจริตภายในสหกรณ์ออมทรัพย์จังหวัดพัทลุง ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและครอบครัวที่เป็นสมาชิกได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก และคดีดังกล่าวมีความสลับซับซ้อน แม้มีเจ้าหน้าที่หลายคนถูกพบว่ากระทำผิดแต่ยังทำงานในสหกรณ์ได้ซึ่งอาจทำให้พยานหลักฐานต่างๆ สูญหายหรือถูกแก้ไขไปอีก ความเสียหายโดยรวมมีมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท


พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่ากรณีดังกล่าว พล.ต.อ.สุวัฒน์  สั่งการให้ตน เร่งสืบสวนและสอบสวนคดีที่เกิดขึ้น และออกคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 293/2565 ลงวันที่ 22 มิ.ย.65 แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนตามคำสั่งดังกล่าว มีอำนาจในการสืบสวนคดีร่วมกันทุจริตเงินสหกรณ์ออมทรัพย์พัทลุง จำกัด โดยประสานความร่วมมือกับ พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง เลขา ป.ป.ง., พ.ต.ท.ธีรพงษ์ ดุลยวิจารณ์ ผอ.คด.4 ปปง., นางชลธิชา ดาวเรือง ผอ.คด.3 ปปง. เจ้าหน้าที่ ปปง. เพื่อเร่งคลี่คลายคดีและติดตามทรัพย์สินที่ถูกประทุษร้ายกลับคืนให้กลุ่มผู้เสียหายและดำเนินคดีกลุ่มผู้ต้องหาในความผิดฐานฟอกเงิน

ผู้ช่วยผบ.ตร. กล่าวอีกว่าเมื่อปี พ.ศ.2563 ทางสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจพัทลุง จำกัด ได้มีการเปลี่ยนตัวผู้จัดการสหกรณ์ , คณะกรรมการดำเนินการชุดใหม่ และจัดให้มีการตรวจสอบหลักฐานทางบัญชีของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจพัทลุง พบความผิดปกติทางบัญชี การเงิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทุจริตของคณะกรรมการดำเนินการ ฝ่ายจัดการเจ้าหน้าที่และบุคคลภายนอก จึงมีการร้องทุกข์ดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย และจากการสอบสวนพยานบุคคล และรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ปรากฏพบผู้ต้องหากับพวก ซึ่งเป็นคณะกรรมการดำเนินการ ผู้จัดการ เจ้าหน้าที่ ของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจพัทลุง จำกัด และบุคคลภายนอก มีพฤติการณ์ร่วมกัน ตกลง วางแผน แบ่งหน้าที่กันทำ กระทำความผิดหลายกรรมหลายวาระต่างกัน เป็นเวลาต่อเนื่องกันมาเป็นเวลายาวนาน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 จนถึงปี พ.ศ.2563 โดยมีรูปแบบการกระทำความผิดและวิธีการ มากกว่า 10 วิธีการ เช่น การตกแต่งบัญชีของสมาชิกและไม่ได้เป็นสมาชิก การตกแต่งบัญชีลูกหนี้และลูกหนี้ที่ไม่มีตัวตน หรือตกแต่งบัญชีเกินความเป็นจริง การปลอมใบเสร็จรับเงิน เป็นต้น รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 1,489,572,427.14 บาท

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่าคดีนี้มีการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาไปแล้วทั้งสิ้น 27 ราย แบ่งเป็นผู้จัดการและเจ้าหน้าที่สหกรณ์ฯ จำนวน 12 ราย (คดีอาญา) ข้าราชการตำรวจ อยู่ในราชการ 6 ราย ขณะกระทำความผิดมีตำแหน่งเป็นประธานกรรมการ รองประธาน และเหรัญญิก ซึ่งมีอำนาจลงนามสั่งจ่ายเช็ค (คดีอาญา) ร.ต.ต.พันธ์ชัยฯ รอง สว.(ป) สภ.เมืองพัทลุง พ.ต.ท.วิเชียรฯ สว.กก.2 บก.ส.1 ด.ต.ชุณฐกฤตม์ฯ รอง สว.กก.สส.ภ.จว.พัทลุง ร.ต.อ.ธนเวทย์ฯ รอง สว.กก.สส.ภ.จว.พัทลุง ร.ต.ท.หญิง อรุชาฯ รอง สว.ธุรการ สภ.โคกชะงาย และ ด.ต.สุทัศน์ฯ ผบ.หมู่ ป.สภ.ควนขนุน อดีตข้าราชการตำรวจ เกษียณแล้ว 3 คน ขณะกระทำความผิดมีตำแหน่งเป็นประธานกรรมการ รองประธาน และสมาชิกสมทบ (คดีอาญา) พ.ต.อ.ชำนาญฯ อดีต ผกก.กลุ่มงานสอบสวน ภ.จว.พัทลุง ร.ต.ต.ใจฯ อดีต ผบ.หมู่ ป.สภ.ควนขนุน และด.ต.วิชาฯ อดีต รอง สว.(ป) สภ.ศรีบรรพต เป็นสมาชิกสมทบ/ผู้นำเช็คไปขึ้นเงิน บุคคลภายนอก 5 คน (คดีอาญา) สมาชิกสมทบ/ผู้นำเช็คไปขึ้นเงิน/รับโอนเงิน 3 ราย (นางสารภีฯ, นายศิรัฐโรจฯ และนางมณฑาฯ) โปรแกรมเมอร์ 1 ราย (นายวิเชียรฯ) ผู้ตรวจสอบบัญชีภาคเอกชน 1 ราย (นางพรศรีฯ) โดยกล่าวหาว่า ลักทรัพย์ โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป, ร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างหรืออยู่ในความครอบครองของนายจ้าง, ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ และใช้เอกสารสิทธิปลอม, ร่วมกันปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอมและดำเนินคดีในความผิดเป็นเจ้าพนักงานทุจริตต่อหน้าที่ อดีตข้าราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ฯ เกษียณแล้ว 1 ราย (ส่ง ปปช.) นางพัชราฯ ตำแหน่ง ผอ.ฯ ผู้ตรวจสอบบัญชีภาครัฐก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 22 ส.ค.65 มีปฏิบัติการเข้าตรวจค้น 74 เป้าหมายในพื้นที่ 9 จังหวัด เพื่อตรวจยึดและอายัดทรัพย์สินของกลุ่มผู้ต้องหาทั้งหมด ซึ่งสามารถยึดอายัดทรัพย์สินได้มูลค่ากว่า 694 ล้านบาท ต่อมาช่วงเช้าวันที่ 13 ก.ย. เข้าตรวจค้นเพิ่มเติมอีก 25 จุด ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี, นครศรีธรรมราช, ตรัง และพัทลุง ยึดอายัดทรัพย์สินได้เพิ่มเติมอีกกว่า 309 ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินตรวจยึดทั้งหมด 1,003,753,140 บาท

Advertisement

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่าสำนวนการสอบสวนในคดีนี้ คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน สอบปากคำพยานกว่า 959 ราย เอกสารในสำนวนมีมากกว่า 50,000 แผ่น พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้อง ผู้ต้องหาทั้ง 26 รายตามฐานความผิดทุกข้อกล่าวหา สรุปสำนวนเตรียมเสนออัยการต่อไป ส่วนผู้ต้องหาอีก 1 ราย ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐ ได้แยกทำสำนวนเสนอส่ง ปปช. เพื่อดำเนินการอีกส่วนหนึ่งแล้ว ในส่วนของทรัพย์สินที่มีการตรวจยึดอายัดทั้งหมดรวมกว่า 900 ล้านบาท แยกสำนวนเป็นคดีฟอกเงินอีกส่วนหนึ่ง และจะเร่งสรุปสำนวนเสนออัยการในชั้นต่อไป