โครงการสำเร็จ ปิดหลักสูตร Special LawLAB ‘นิสิต จุฬาฯ’ สรุปผลฝึกงาน 3 สัปดาห์

15.09.22 | 20:46 น.

โครงการสำเร็จ ปิดหลักสูตร Special LawLAB ‘นิสิต จุฬาฯ’ สรุปผลฝึกงาน 3 สัปดาห์ เรียนรู้งานตำรวจ สะท้อนมุมมอง ‘ว่าที่นักกฎหมาย’ เข้าถึง เข้าใจ ผบ.ตร.รับฟังเสียงสะท้อนจากเยาวชน ชี้แนะพัฒนา สานต่อโครงการ

หลังจาก พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดโครงการ Special LawLAB “การสืบสวนสอบสวนยุค 5G” โครงการนำร่องศึกษาเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง หรือ Young Lawyers-Police Engagement Pilot Project ไปเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2565 เปิดโลกตำรวจ สร้างประสบการณ์นอกตำรา ให้เหล่านิสิต คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่สมัครใจร่วมเรียนรู้


เมื่อวันที่ 15 กันยายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.สุวัฒน์ จัดให้มีพิธีปิดโครงการ Special LawLAB “การสืบสวนสอบสวนยุค 5G” โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมคณาจารย์จากคณธนิติศาสตร์ จุฬาฯ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบก.สส.บช.น. พร้อมคณะตำรวจที่เป็นครูพี่เลี้ยงเข้าร่วมพิธี

โครงการนี้ คัดเลือกนิสิตชั้นปีที่ 2-4 คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าฝึกอบรมภาควิชาการ และภาคปฏิบัติ กับตำรวจใน 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล, สน.พญาไท, สน.ห้วยขวาง, สน.บางเขน, สน.บางนา และ สน.พระโขนง มี พล.ต.ท.สำราญ, พล.ต.ต.นพศิลป์ เป็นผู้กำกับดูแลการฝึกอบรมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

Advertisement

ก่อนพิธีปิด และมอบประกาศเกียรติบัตรให้นิสิตที่ผ่านการอบรม น้องๆ นิสิตที่เข้าร่วมโครงการนำเสนอผลการฝึกงานในแต่ละหน้างานที่ตนได้เข้ารับการฝึกอบรม โดยได้เปิดเผยความรู้สึกในการอบรมครั้งนี้ ต่างบอกว่าดีใจ และสนุกกับการเข้าร่วมฝึกเรียนรู้การทำงานของตำรวจ ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ที่ไม่มีอยู่ในตำรา ทำให้รู้ว่าบางครั้งทฤษฎีที่เรียนมา ไม่สามารถนำมาใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ จะต้องรู้จักปรับเปลี่ยนตามเหตุการณ์เฉพาะหน้า นอกจากนี้ ทำให้เห็นกระบวนการทางยุติธรรมตั้งแต่ต้นทางว่ากว่าจะได้ข้อมูล พยานหลักฐาน นำไปสู่การจับกุมคนร้ายนั้นต้องใช้ความรู้ ความสามารถ ความอดทนในทุกขั้นตอน ซึ่งหลายๆ อย่างตำรวจจำเป็นต้องปกปิดข้อมูล ไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณชนได้ เนื่องจากอาจจะกระทบต่อรูปคดี จนอาจจะทำให้กลายเป็นประโยชน์กับทางผู้ต้องหา

ขณะที่ นิสิตที่ได้ฝึกงานสอบสวน กับพนักงานสอบสวน ใน สน.เผยความรู้สึกว่า การฝึกอบรมในโครงการนี้ทำให้เห็นว่าพนักงานสอบสวนที่ประจำตามโรงพักมีจำนวนไม่เพียงพอต่อภาระหน้างานที่มีจำนวนมาก และในเเต่ละวันพนักงานสอบสวนต้องแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า รวมทั้งต้องรับกับอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนที่เดินทางมาเเจ้งความร้องทุกข์ในแต่ละวันอีกด้วย

“หากมีการจัดอบรมอีก ก็อยากจะเข้าร่วมโครงการ เเละเชิญชวนให้น้องๆ เพื่อนๆ เข้าร่วมโครงการด้วย เป็นการเปิดมุมมอง เเละจะทำให้เข้าใจเจ้าหน้าที่ตำรวจมากยิ่งขึ้น” หนึ่งในนิสิตที่ร่วมโครงการกล่าว

ด้าน พล.ต.อ.สุวัฒน์ระบุว่า รู้สึกถึงความตั้งใจของน้องๆ ที่มาร่วมโครงการ เพราะโครงการนี้เกิดขึ้นเพราะอยากฟังเรื่องการทำงานของตำรวจในมุมมองของประชาชน โดยเฉพาะน้องๆ รุ่นใหม่ ที่ต่อไปก็จะไปอยู่ในวงการกฎหมาย เบื้องต้นปัญหาส่วนใหญ่ที่ได้รับทราบจากนิสิตมาเป็นเรื่องของกำลังพลในส่วนของพนักงานสอบสวนที่ไม่เพียงพอต่อคดีที่มีจำนวนมาก โดยยอมรับว่าตำรวจในฝ่ายปฏิบัติมีจำนวนไม่เพียงพอต่อภาระหน้างาน จึงมีโครงการจะปรับลดฝ่ายอำนวยการและเพิ่มจำนวนฝ่ายปฏิบัติให้มากขึ้น

ผบ.ตร.กล่าวด้วยว่า จะนำข้อเเนะนำจากมุมมองของน้องๆ นิสิตไปปรับเเก้ เพื่อเตรียมทำหลักสูตร เเละโครงการต่อไป ซึ่งหากมีโอกาสได้ต่อยอดโครงการนี้ ส่วนตัวอยากเชิญอินฟลูเอนเซอร์ สื่อมวลชน เเละแอดมินเพจต่างๆ ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก เข้าร่วมด้วย เพื่อจะได้เห็นวิธีการ เเละเข้าใจการทำงานของตำรวจ และเพราะอยากได้กระจกส่องให้พวกเราด้วยว่าการทำงานในทุกวันนี้ยังมีข้อบกพร่องหรือข้อควรปรับปรุงแก้ไขอย่างไรบ้าง

ขณะที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปารีณา กล่าวขอบคุณทางตำรวจพี่เลี้ยงทุกคนที่ดูแลนิสิตอย่างดีมาตลอด 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าในคราวแรกทางผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และทางคณะครูจะมีความกังวลใจเมื่อเห็นว่านิสิตที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่เป็นนิสิตผู้หญิง แต่เมื่อได้พูดคุยกับนิสิตได้รับทราบมาว่าพี่เลี้ยงทุกคนดูแลอย่างดีพร้อมทั้งไปรับไปส่งจนถึงที่พักทุกคืนหลังจากเสร็จภารกิจ

“ต้องขอบคุณ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่จัดโครงการนี้ขึ้น เปรียบเสมือนมิติใหม่ที่ ยินยอมเปิดประตูตัวเองออกมา เปิดรับประชาชน โดยเฉพาะเป็นเด็กและเยาวชน ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นการปรับตัว เปิดประตูให้ประชาชนได้เข้าไปเห็นว่าตำรวจทำงานอย่างไร ไม่ใช่แค่การได้ยินได้ฟังว่าตำรวจที่มักพูดว่าภาระหน้างานจำนวนมาก เเต่ครั้งนี้จะทำให้ประชาชนได้เข้าไปรับรู้ และมีส่วนร่วม เห็นการทำงานของตำรวจอย่างแท้จริง” คณบดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯกล่าว และว่า ในฐานะอาจารย์ ต้องกลับไปดูกระบวนการเรียนการสอนว่ามาถูกทางเเล้วหรือยัง รวมทั้งต้องมาคิดโจทย์เพิ่มเติมว่าจะทำอะไรกลับคืนให้สังคมได้บ้าง เป็นโจทย์ว่าจะขยายมุมมองที่เราได้ทำ เเละทำให้สังคมได้รู้ ได้เห็นเหมือนกันกับที่เราและนิสิตได้สัมผัสมา