“บิ๊กโจ๊ก”บุกรวบโจรโม่งลิงสวมชุดพีพีอีตระเวนลักทรัพย์ทั่วปท.เสียหายกว่า 50 ล.

16.09.22 | 18:17 น.

เมื่อวันที่ 16 กันยายน ที่บก.ภ.จว.สงขลา พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร. สอบสวนนายสมพร พุฒขวัญ อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 241 หมู่ 11 ต.กำแพง อ.ละงู จ.สตูล และนายวสันต์ ตั้งธนภิญโญกูล อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 16 หมู่ 2 ต.ยะรม อ.เบตง จ.ยะลา ตามหมายจับศาลจังหวัดสตูล โดยกล่าวหาว่า ร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืน โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ หรือโดยผ่านสิ่งเช่นว่านั้นเข้าไปด้วยประการใดๆ โดยเข้าช่องทางซึ่งได้ทำขึ้นโดยไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้า โดยแปลงตัวหรือปลอมตัวเป็นผู้อื่น มอมหน้าหรือทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหน้าหรือจำหน้าได้ โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป, โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม, ร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่น, ร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป พร้อมตรวจยึดรถยนต์กระบะอีซูซู ทะเบียน ผฉ 5771 สงขลา 1 คัน รถ จยย.ฮอนด้าเวฟ ไม่ติดป้ายทะเบียน 1 คัน หมวกโม่งลิง 15 ใบ ถุงมือผ้ายาว 7 คู่ โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง นาฬิกาหรู 8 เรือน น้ำหอม 3 ขวด พร้อมอุปกรณ์งัดแงะรวม 19 รายการ


พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่าสืบเนื่องจากเมื่อประมาณต้นปี 2565 ตำรวจรับแจ้งเหตุแก๊งคนร้ายตระเวนก่อเหตุลักทรัพย์ในพื้นที่ จ.สงขลา และ จ.สตูล รวมกว่า 12 คดีซึ่งผู้ก่อเหตุจะมีพฤติกรรมคล้ายกันคือจะแต่งกายด้วยการสวมเสื้อคล้ายชุด PPE สวมหมวกโม่งลิง สะพายเป้สีดำ ถือชะแลงเหล็กยาว เลือกก่อเหตุในร้านค้า สถานประกอบการ สหกรณ์ ปั๊มน้ำมัน ร้านค้าขนาดใหญ่ที่มีตู้นิรภัย ซึ่งบริเวณด้านหลังอาคารมักจะอยู่ติดกับป่าละเมาะ หรืออยู่ห่างไกลจากบ้านเรือนหรือชุมชน มูลค่าความเสียหายจากการก่อเหตุของแก๊งดังกล่าวมากกว่า 29 ล้านบาท สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. สั่งการให้เร่งดำเนินการสืบสวนติดตามจับกุมกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุในคดีนี้โดยด่วน เนื่องจากกลุ่มคนร้ายดังกล่าวมีพฤติการณ์ที่อุกอาจ ก่อเหตุอย่างต่อเนื่องไม่เกรงกลัวกฎหมาย สร้างความหวาดกลัวให้พี่น้องประชาชน และสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าหลายล้านบาท จากการสืบสวนทราบว่ามีเหตุลักทรัพย์ที่มีพฤติการณ์ในการก่อเหตุในลักษณะใกล้เคียงกันนี้อีกรวมทั้งสิ้น 25 ครั้ง ในหลายท้องที่ทั่วประเทศ รวมมูลค่าความเสียหายมากกว่า 50 ล้านบาท และระบุตัวกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุในคดีคือนายสมพร และนายวสันต์

โดยทั้งสองมีพฤติการณ์ใจะขับรถยนต์ตระเวนหาเป้าหมายในการก่อเหตุที่เป็นร้านค้า สถานประกอบการ สหกรณ์ ปั๊มน้ำมัน ร้านค้าขนาดใหญ่ที่มีตู้นิรภัย ที่ตั้งอยู่ติดกับป่าละเมาะ หรืออยู่ห่างไกลจากบ้านเรือนหรือชุมชน เมื่อสบโอกาส ก็จะแต่งกายคล้ายการสวมชุด PPE สวมหมวกโม่งลิง สะพายเป้สีดำ ใช้ไขควงยาวในการงัดแงะเข้าไปในตัวอาคารแล้วเข้าไปลักเอาทรัพย์สิน โดยใช้ชะแลงเหล็กเจาะทำลาย หรือยกเอาตู้นิรภัย หรือจะนำเซิฟเวอร์ของกล้องวงจรปิดไปด้วย โดยตระเวนก่อเหตุลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ จากภาคใต้-ภาคเหนือ ต่อมาเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ตำรวจชุดสืบสวนตำรวจภูธร ภาค9 ,สงขลา และ สตูล สนธิกำลังกันจับกุม สอบสวนผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยรับว่าร่วมกันก่อเหตุตระเวนลักทรัพย์อย่างต่อเนื่องมาจำนวนหลายครั้ง ในช่วงระหว่างปี 2562 – 2565 รวมมากกว่า 20 ครั้ง ในพื้นที่ภาคใต้ 12 ครั้ง ได้แก่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จำนวน 3 ครั้ง และ จ.สตูล จำนวน 9 ครั้ง ในพื้นที่ภาคกลาง 1 ครั้ง ได้แก่ จ.สุพรรณบุรี และในพื้นที่ภาคเหนือ 7 ครั้ง ได้แก่ จ.ลำปาง 1 ครั้ง และ จ.เชียงราย 6 ครั้ง

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า คดีนี้เป็นอีกคดีที่ได้รับความสนใจจากประชาชนเนื่องจากมีการก่อเหตุต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ มูลค่าความเสียหายค่อนข้างสูง จึงแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนเพื่อลงมือรวบรวมพยานหลักฐานจากที่เกิดเหตุในหลายพื้นที่รวมกัน นำหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และภาพจากกล้องวงจรปิดนำมาวิเคราะห์ข้อมูล จนสามารถระบุแผนประทุษกรรมที่มีลักษณะคล้ายกัน และนำมาสู่การระบุตัวและจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองรายไจากนี้จะสั่งการให้ทุกพื้นที่ที่มีเหตุลักทรัพย์ที่มีพฤติการณ์คล้ายกับคดีดังกล่าว นำพยานหลักฐานมาเปรียบเทียบเพื่อขยายผลในการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ก่อเหตุเพิ่มเติม รวมทั้งติดตามผู้ร่วมขบวนการ และผู้รับซื้อของที่ได้จากการลักทรัพย์ต่อไป

Advertisement