หมอติว-กำจัด ‘เครียด’ บทเรียนคลั่งยิง ชนวนก่อความรุนแรง
เหตุการณ์ระทึกขวัญ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2565 ที่วิทยาลัยการทัพบก กรมยุทธศึกษาทหารบก นายทหารยศจ่าสิบเอกคว้าอาวุธปืนกราดยิงเพื่อนร่วมงาน จนมีผู้เสียชีวิตจากความรุนแรงดังกล่าวถึง 2 นาย บาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง ความรุนแรงลักษณะกราดยิงจากผู้แต่งกายในเครื่องแบบทหารไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก แต่ได้เคยเกิดขึ้นในต้นปี 2563 ที่ห้างสรรพสินค้าชื่อดัง จ.นครราชสีมา เหตุการณ์ครั้งนั้นยังสร้างความหวาดผวาให้คนในสังคมจวบจนปัจจุบัน
นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ มองว่าไม่ได้เกิดจากการลอกเลียนแบบความรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นในปี 2563 (จ่าคลั่ง นครราชสีมา) เพราะไม่ได้เกิดขึ้นต่อเนื่องกันและทิ้งระยะห่างเป็นปี แต่นั่นก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เห็นว่า ในกลุ่มผู้เข้าถึงอาวุธได้ง่าย ที่มีข้อดีในการบังคับบัญชาคน
แต่เป็นจุดอ่อนในกลุ่มผู้ใต้บัญชาที่เกิดขึ้นได้ใน 2 ปัญหา คือ 1.ไม่สามารถพูดสิ่งต่างๆ ออกมาได้ โดยเฉพาะฝ่ายงานด้านความมั่นคง และ 2.การถูกกดด้วยอำนาจมากเกินไป เป็น 2 ปัญหาที่เกิดขึ้นมากในระบบงานของฝ่ายความมั่นคง ดังนั้น องค์กรทั่วโลกจึงแก้ปัญหาให้ตรงจุด คือ 1.ทำให้การใช้อำนาจไม่ถูกต้องเกิดขึ้นน้อยที่สุด 2.ทำให้คนทำงานพูดได้ ขอคำปรึกษาได้ และ 3.การควบคุมการใช้อาวุธไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของคนที่เปราะบาง โดยมีจิตแพทย์ให้คำปรึกษาได้
“คนที่ใกล้ชิดกับอาวุธ เห็นทุกวัน ก็จะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ใช้ความรุนแรง แทนที่จะอยู่ในระดับคำพูด การชกต่อยกัน ก็กลายเป็นการลงมือด้วยอาวุธ” นพ.ยงยุทธกล่าว
ทั้งนี้ นพ.ยงยุทธได้เล่าถึงปัญหาความรุนแรงในปัจจุบันว่า ท่ามกลางความยากลำบากของสังคมทั้งวิกฤตโควิด-19 เศรษฐกิจในประเทศ ภาวะความขัดแย้งต่างประเทศก็ส่งผลต่อภาพรวมของเศรษฐกิจ ก็เป็นการเติมความเครียดให้กับคนส่วนใหญ่อย่างมาก โดยรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้น คือ 1.ภาวะซึมเศร้ามากขึ้นกว่าร้อยละ 20 2.ปัญหาการฆ่าตัวตายก็เพิ่มขึ้นตามมามาก ดังนั้น สังคมต้องร่วมกันทำให้เพิ่มขึ้นน้อยที่สุด หรือทำให้คนได้รับความช่วยเหลือมากที่สุด และ 3.ความรุนแรงที่เกิดทั้งในและนอกครอบครัว เช่น ท้องถนน ที่ทำงาน
ซึ่งความรุนแรงนั้นจะไต่ระดับจาก 1.วาจา หรือคำพูด 2.ความรุนแรงทางกายภาพ เช่น การลงมือชกต่อย ทะเลาะวิวาท และ 3.สูงสุดคือ ทำร้ายจนเสียชีวิต เช่น การยิงด้วยอาวุธ โดยองค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญการควบคุมเครื่องมือที่นำไปสู่การใช้ความรุนแรง เช่น อาวุธปืนทั้งที่ถูกและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของคนได้ง่าย เพราะคาดเดาไม่ได้ว่าใครจะมีความเครียดจนถึงขั้นใช้ความรุนแรง
ในแง่ของการแสดงออกด้านความรุนแรงที่อาจเกิดจากสภาวะจิตใจของแต่ละคน นพ.ยงยุทธอธิบายว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แบ่งสัดส่วนเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกกระทำโดยผู้ที่ป่วยทางจิต เช่น โรคจิตเวช โรคซึมเศร้า มีเพียงร้อยละ 4 โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับการรักษาต่อเนื่อง ได้รับยาถูกต้อง จะยิ่งช่วยลดโอกาสเกิดความรุนแรงจากคนกลุ่มนี้ได้ ดังนั้น ร้อยละ 96 ที่เหลือเป็นความรุนแรงจากกลุ่มที่ 2 คือ ผู้ที่ไม่ป่วยแต่มีความเครียดสูง เป็นหลักสำคัญทำให้ขาดการยับยั้งชั่งใจ
“อย่างที่เห็นได้ชัดว่า เมื่อเรามีความเครียดสะสมมากๆ อารมณ์จะโมโหง่าย เห็นอะไรขัดใจก็พร้อมจะด่าออกมา นั่นเป็นการความรุนแรงระดับแรก คือ วาจา ต่อมาก็อาจเกิดเป็นความรุนแรงระดับที่มากขึ้นได้ ฉะนั้นเมื่อเราจะแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด ก็ต้องมาดูกลุ่มเสี่ยงใหญ่ สามารถดูจากการเอาอาชีพเป็นตัวตั้ง เช่น ฝ่ายความมั่นคงง่ายต่อการใช้อาวุธ เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เช่น พื้นที่ที่เกิดความรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง หรือมองภาพใหญ่ของสังคมเป็นตัวตั้ง ก็จะทำให้ร้อยละ 96 ของปัญหาดีขึ้น” นพ.ยงยุทธกล่าว
อย่างไรก็ตาม ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ย้ำว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสามารถนำมาเป็นบทเรียนได้ เป็นโอกาสครั้งสำคัญที่องค์กรจะทบทวนตัวเอง ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก ดังนั้น อย่ามองว่าเป็นการตีตราสายอาชีพ แต่ให้มองว่าจริงๆ แล้วการที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นได้ แสดงว่ามีช่องว่างในระบบที่เราสามารถทำให้ดีขึ้นได้
นพ.ยงยุทธกล่าวว่า ขณะนี้ กรมสุขภาพจิตได้เปิดให้ประชาชนคัดกรองความเครียด ภาวะทางอารมณ์ของตนเองเบื้องต้นผ่าน “Mental health Check In ตรวจเช็กสุขภาพใจ” เป็นการทำแบบประเมินง่ายๆ ไม่กี่ข้อตามความสมัครใจของบุคคล แต่ก็มีโปรแกรมสำหรับองค์กรเช่นกัน เพื่อให้บุคลากรทุกคนร่วมประเมินคัดกรองสุขภาพจิต ข้อมูลทั้งหมดจะเป็นความลับขององค์กร แต่จะช่วยให้เห็นภาพกว้างของปัญหาในระดับใหญ่ เกิดการบริหารจัดการให้ตรงจุด นอกจากนั้นกรมสุขภาพจิตยังได้ออกแบบ 2 โปรแกรม เพื่อเปิดรับองค์กรต่างๆ นำบุคลากรมาดูแลสุขภาพจิต คือ 1.โปรแกรมมาตรฐาน จะดูแล 3 เรื่อง คือ การจัดการความเครียด การเงินที่เป็นแหล่งความเครียดที่ใหญ่ที่สุด และการฝึกความสามารถในการสื่อสาร เช่น ให้หัวหน้ารับฟังลูกน้อง และ 2.โปรแกรม
วิสัยทัศน์ เป็นการพัฒนาระดับจิตของบุคลากร เรียกว่า สติในองค์กร เป็นการนำจิตวิทยาสติ ให้คนมีคุณภาพจิตที่ดีขึ้น โดยกรมสุขภาพจิตก็ได้สร้างแรงจูงใจให้องค์กร โดยสามารถนำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีได้
“มีความพยายามจะทำโปรแกรมเหล่านี้ในองค์กรฝ่ายความมั่นคง เพื่อให้เกิดการจัดการเชิงระบบ ให้หัวหน้าใส่ใจลูกน้องมากขึ้น กรมสุขภาพจิตก็มีความร่วมมือกับฝ่ายความมั่นคงมาโดยตลอด ฉะนั้น จะมีการทบทวนและใช้โปรแกรมใหม่ๆ เข้ามาช่วย” นพ.ยงยุทธกล่าว
ความน่ากังวลของประชาชนต่อความรุนแรงในสังคมที่เกิดขึ้นได้รอบตัว นพ.ยงยุทธกล่าวว่า กฎเหล็กของความรุนแรง คือ 1.ต้องหลีกเลี่ยงการนำตัวเองเข้าไปอยู่ในปัญหา ยกตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นใน จ.ชลบุรี วิศวกรก่อความรุนแรงกับวัยรุ่นเกิดจากปัญหาเล็กน้อย แต่ในที่สุดก็เป็นเรื่องใหญ่ เราเห็นข่าวเช่นนี้เยอะ ดังนั้น ความรุนแรงก็จะไต่ระดับจากมีปากเสียง กระทั่งลงมือและใช้อาวุธ สิ่งที่ควรกระทำเมื่ออยู่ในสถานการณ์เสี่ยง คือ การขอโทษ ให้อภัย และแยกย้ายกันไป
2.ความรุนแรงเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกัน อย่านึกว่าเป็นเรื่องนอกตัว เช่น ครอบครัวทะเลาะ จนมีเหตุการณ์ความรุนแรงตามข่าว ก็มักจะเห็นข้างบ้านให้สัมภาษณ์ว่า เห็นอยู่ประจำ แต่มองว่าเป็นเรื่องครอบครัวเราก็ไม่ได้ทำอะไร แต่จริงๆ เรามีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขความรุนแรงในครอบครัว ให้ถือเป็นหน้าที่ให้เราต้องแจ้งข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาจัดการ 3.การพัฒนาศักยภาพทางอารมณ์ให้คนในองค์กร เพราะหลักๆ ความรุนแรงก็มักเกิดในครอบครัว ท้องถนน และที่ทำงาน ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องร่วมกันจัดการ และ 4.กติกาสังคมต้องเน้นในเรื่องการควบคุมอาวุธปืน จะเห็นว่าไทยเราจะควบคุมเรื่องนี้แบบขึ้นๆ ลงๆ บางช่วงมีข่าวก็ควบคุมเข้มขึ้น อย่างที่เคยรณรงค์ให้มอบอาวุธโดยไม่ถือเป็นการลงโทษ อาวุธก็หายไปหลายแสนกระบอก แต่เวลาผ่านไปก็กลับมาใหม่ ดังนั้นต้องให้เป็นกติกาสังคมที่ค่อนข้างเข้มงวด
การดูแลสุขภาพใจของเพื่อนร่วมองค์กรเป็นสิ่งสำคัญ นพ.ยงยุทธให้คำแนะนำว่า การช่วยเหลือดูแลกันในที่ทำงาน ใช้หลักทางจิตวิทยาคือ การรับฟัง เพราะเราไม่รู้ว่าจะต้องปลอบโยนอย่างไร แต่หากเพื่อนสามารถเล่าความเครียด ความไม่สบายใจออกมาได้ ก็จะเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุด ดังนั้น หลักการ 3 ส. ของกรมสุขภาพจิตยังสำคัญ คือ สอดส่องมองหา ใส่ใจรับฟัง และส่งต่อเชื่อมโยง เมื่อเรารับฟังก็จะเห็นอารมณ์ว่าคนคนนั้นมีสภาวะใดเกิดขึ้น เป็นความรุนแรงที่เกินความสามารถของเราที่ไม่ใช่มืออาชีพ ก็จะต้องส่งต่อให้เขาได้รับการดูแลจากจิตแพทย์อย่างเหมาะสม

