รองปลัดยธ.ฉะสมาพันธ์ทนายฯ ส่อเข้าข่ายขัดขวางกระบวนการยุติธรรม แนะทนายยธ.จว.ถอนตัว

12.11.16 | 11:18 น.

รองปลัด ยธ.ฉะสมาพันธ์ทนายฯ อาจเข้าข่ายขัดขวางกระบวนการยุติธรรม หลังร่อนจดหมายให้ทนายความ ยธ.จว.ถอนตัว เหตุแย่งหน้าที่


เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และโฆษกกระทรวงยุติธรรม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุถึงกรณีสมาพันธ์ทนายความแห่งประเทศไทยออกจดหมายเปิดผนึกถึงกระทรวงยุติธรรม ยุติธรรมจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรม คลินิกยุติธรรม และสภาทนายความ โดยรณรงค์ให้ทนายที่ไปร่วมงานหน่วยงานอื่นๆ ให้ถอนตัวออกจากการเป็นทนายอาสาประจำหน่วยงานของรัฐ เพราะถือว่าเป็นการแย่งหน้าที่ทนาย

ซึ่งมีข้อความระบุว่า สมาพันธ์ทนายความแห่งประเทศไทยออกมารณรงค์ให้ทนายที่ไปร่วมงานหน่วยงานอื่นๆ ให้ถอนตัวออกจากการเป็นทนายอาสาประจำหน่วยงานของรัฐ เพราะถือว่าเป็นการแย่งหน้าที่ทนายไปจากสภาทนายความ ทำเพื่ออะไร ขัดขวางกระบวนการยุติธรรมหรือไม่

กรณีสมาพันธ์ทนายความแห่งประเทศไทยออกจดหมายเปิดผนึกถึงกระทรวงยุติธรรม ยุติธรรมจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรม คลินิกยุติธรรม และสภาทนายความ โดยรณรงค์ให้ทนายที่ไปร่วมงานหน่วยงานอื่นๆ ให้ถอนตัวออกจากการเป็นทนายอาสาประจำหน่วยงานของรัฐ เพราะถือว่าเป็นการแย่งหน้าที่ทนายนั้น

Advertisement

ข้อเท็จจริงมีบริการอะไรบ้างที่กฎหมายกำหนดที่รัฐต้องจัดหาทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมายให้กับประชาชน ที่เกี่ยวข้องกับทนาย ซึ่งจะขอยกตัวอย่างบางส่วน เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงยุติธรรม เช่น

มาตรา 134/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐในการจัดหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหาในการสอบสวนคดีอาญา โดยให้พนักงานสอบสวนปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่กำหนดในกฎกระทรวง และให้ทนายความที่รัฐจัดหาให้ได้รับเงินรางวัลตามระเบียบที่กระทรวงยุติธรรมกำหนด

…ซึ่งจะเห็นได้ว่า กฎหมายกำหนดให้รัฐเป็นผู้จัดหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหา เงินก็ให้จ่ายแก่ทนายความเป็นรายบุคคลที่รัฐจัดหา สภาทนายความมิใช่หน่วยงานรัฐตาม พ.ร.บ.งบประมาณ รัฐไม่สามารถนำเงินค่าตอบแทนอยู่หมวดรายจ่ายอื่นไปวางที่สภาทนายความได้ อีกทั้งโดยรวมมิใช่ให้สภาทนายความเป็นผู้จัดหา หลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขก็ให้กำหนดเป็นกฎกระทรวงดังกล่าว

ขณะทนายที่นั่งประจำ “คลินิกยุติธรรม” ก็เป็นทนายที่ผ่านการอบรมและเป็น “ทนายอาสา” ตามระเบียบของสภาทนายความ รวมไปถึงทนายความที่นั่งประจำที่ “สำนักงานอัยการ สคช. จังหวัด” ทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมายขอแรงชั้นพนักงานสอบสวนและชั้นศาลในคดีเยาวชน

สมมุติว่าทั้ง 2 หน่วยงานนี้ไม่จำเป็นต้องมีทนายอาสาไปนั่งประจำ ประชาชนในจังหวัดต่างๆ จะไปหาทนายอาสาได้ที่ไหนและอย่างไร มีค่าใช้จ่ายหรือไม่? นอกจากไปที่สำนักงานทนายความ หรือที่ทำการสภาทนายความจังหวัด ซึ่งมักเป็นสำนักงานหรือบ้านพักประธาน

ดังนั้น การที่ประชาชนสามารถไปพบทนายความอาสาที่ผ่านการอบรมจากสภาทนายความฟรี ในหน่วยงานของรัฐได้นั้น จึงทำให้ประชาชนมั่นใจในมาตรฐานบริการและคุณภาพ อันเป็นเสมือนการช่วยกันรักษามาตรฐานและคุณภาพร่วมกันในการรักษาภาพลักษณ์องค์กรสภาทนายความทางอ้อม ดีกว่าปล่อยให้ไปพบกันโดยอิสระ อีกทั้งยังเป็นการดีเสมือนประหนึ่งว่า สภาทนายความมีกิจกรรมเปิดประตูไปบริการประชาชนได้ถึงในหน่วยงานของรัฐอย่างน้อย 2-3 หน่วย โดยที่รัฐเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายค่าตอบแทนรายวันและจัดอัฐบริขารให้สมควรและเพียงพอแก่ศักดิ์ศรีและฐานะของทนายความและสภาทนายความ เท่ากับเป็นการส่งเสริมและรองรับงานด้านการให้ช่วยเหลือ แนะนำ และให้การศึกษาตามวัตถุประสงค์
มาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ทนายความ 2528 เหมือนกัน อีกทั้งค่าตอบแทนอาจไม่มากนักต่อวัน คือ 600 บาท แต่มันเป็นงานอาสาช่วยคนจนตามเจตนารมณ์ของทั้งทนายความและสภาทนายความใจดี ขณะที่สภาทนายความก็ยังทรงไว้ซึ่งการเป็นองค์กรควบคุมมาตรฐานทนายอาสาไว้อย่างเต็มที่

ขณะที่กองทุนยุติธรรมซึ่งมีการออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่คนจนคนด้อยโอกาส ซึ่งในบริการนั้นก็มีค่าจ้างหรือค่าตอบทนายความอยู่ด้วย ซึ่งกองทุนยุติธรรมเป็น “นิติบุคคล” เป็นผู้ว่าจ้าง ไม่ใช่ประชาชนที่มาขอความช่วยเหลือเป็นคนจ้าง และค่าจ้างที่กำหนดนั้นก็เป็นค่าจ้างที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การจ่ายที่มีการพิจารณาร่วมกันโดยมีผู้แทนสภาทนายความร่วมอยู่ด้วย ดังนั้นเมื่อกองทุนยุติธรรมในฐานะเป็นผู้ว่าจ้างจึงจำเป็นต้องกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของทนายความที่ขึ้นทะเบียนกับกองทุนยุติธรรมให้เป็นทนายความที่มีคุณภาพที่ควรจะเป็น

ดังนั้น เมื่อพิจารณาโดยองค์รวม จึงยังมองไม่เห็นถึงเหตุผลความจำเป็นใดที่หน่วยงานของรัฐจะไปแย่งทำหน้าที่แทนทนายความหรือสภาทนายความ แต่เมื่อกฎหมายบัญญัติให้รัฐจัดให้ รัฐก็ต้องเป็นผู้จัดหา จะคิดหรือทำเป็นอย่างอื่นกระไรได้

ฉะนั้น การที่สมาพันธ์ทนายความแห่งประเทศไทยออกมารณรงค์ให้ทนายที่ไปร่วมงานหน่วยงานอื่นๆ ให้ถอนตัวออกจากการเป็นทนายอาสาประจำหน่วยงานของรัฐ เพราะถือว่าเป็นการแย่งหน้าที่ทนายไปจากสภาทนายความนั้น เห็นว่า เป็นการคิดแบบแยกส่วน และไม่สอดคล้องกับนโยบายของผู้บริหารสภาทนายความในชุดปัจจุบัน ที่สนับสนุนการทำงานร่วมกันกับทุกภาคส่วนในการอำนวยความยุติธรรมนั้น จะส่งผลกระทบที่มิใช่ต่อตัวทนายความหรือสภาทนายความเท่านั้น แต่ผลกระทบจะมีและเสียหายต่อประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการที่ดีตามที่กฎหมายบัญญัติให้ และอาจเข้าข่ายขัดขวางกระบวนการยุติธรรม