ครั้งแรกของ ‘ชัชชาติ’ ประชุม ‘คกก.ดิจิทัล’ เตรียมลบภาพ ‘กทม.อนาล็อก’ สู่ การบริหารแบบไหลลื่น

19.09.22 | 18:03 น.

ครั้งแรกของ ‘ชัชชาติ’ ประชุม ‘คณะกรรมการดิจิทัล’ เตรียมลบภาพ ‘กทม.อนาล็อก’ สู่ การบริหารแบบไหลลื่น

เมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯกทม.) พร้อมด้วย ผศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯกทม. เปิดเผยภายหลัง การประชุมคณะกรรมการดิจิทัลกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 1/2565

อ่านข่าว : ชัชชาติ เร่งคุย สปสช.ปมย้ายคนไข้บัตรทองสังกัด รพ.อื่น เกือบ 7 แสนคน ทวิดา หาแผนรองรับ

‘ชัชชาติ’ พร้อมรับฝนรอบใหม่ เชื่อ ‘ฟลัดเวย์’ ไม่เหมาะ พรุ่งนี้คุย สทนช. ‘ทำอุโมงค์น้ำ’ อยากไปหาผู้ว่าฯหมูป่า

ผศ.ดร.ทวิดา รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า กทม. มีคณะกรรมการชุดใหญ่ ในการขับเคลื่อนนโยบายของผู้ว่าฯกทม. ทางด้านดิจิทัลทั้งหมด โดยแยกเป็น 2 ส่วน คือ 1.การทำ Open Bangkok และ 2.การทำโครงสร้างพื้นฐาน ตามกรอบนโยบาย กทม. โดยให้ชุดหนึ่งเป็นคณะกรรมการภายนอก และอีกชุดเป็นกรรมการภายใน เพื่อดูการเชื่อมต่อกับหน่วยงานภายใน การให้บริการประชาชน แบบสมาร์ทเซอร์วิสทั้งหมด รวมถึงช่วยดูเรื่องการใช้งบประมาณให้เหมาะสม เพื่อให้ตอบโจทย์นโยบายของ กทม.

Advertisement

นายชัชชาติกล่าวว่า อนาคตการบริการจัดการของ กทม.ต้องใช้เทคโนโลยีมากขึ้นแน่นอน เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพทุกอย่าง เช่น แพลตฟอร์มทราฟฟี่ฟองดูว์ เป็นการลงทุนน้อยแต่ได้ผลมหาศาล โดยเฉพาะเรื่องการแพทย์ ในการใช้ Telemedicine รวมถึงปัญหาที่ผ่านมา แต่ละหน่วยงานมีการของบประมาณดิจิทัลแบบไซโล ทำให้ไม่ได้ดูภาพรวมเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะเป็นคนพิจารณาแต่ละส่วนให้เป็นเนื้อเดียวกัน เชื่อมโยงกันได้โดยไร้รอยต่อ อนาคตเชื่อว่าสิ่งนี้จะเป็นตัวเปลี่ยน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและตอบโจทย์ประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ จะมีการพัฒนาในเรื่องของการบริหารทรัพยากรองค์กรด้วย เชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานต่างๆ ของ กทม. โดยใช้ ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) หรือซอฟต์แวร์ และระบบที่ใช้ในการวางแผนจัดการภายในองค์กร ซึ่งเป็นระบบดิจิทัล จะทำให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างไหลลื่น ช่วยการบริหารจัดการได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะที่ผ่านมา กทม.ยังใช้ระบบอนาล็อก

 

ผศ.ดร.ทวิดากล่าวเสริมว่า ระบบดังกล่าวไม่ได้ดูเพียงโครงสร้างหรือเครื่องมือเท่านั้น อย่างแผนที่จุดเสี่ยงกรุงเทพฯ หรือ Bangkok Risk Map โดยจะใช้แผนที่ของสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง เป็นหลัก รวบรวมจุดน้ำท่วม อาชญากรรม อุบัติเหตุ อัคคีภัย สารเคมี มาอยู่ในระบบเดียวกัน ช่วยให้มองภาพรวมได้ทั้งหมด ซึ่งในอนาคตจะเปิดให้ประชาชนรับรู้ด้วย จะช่วยให้สื่อสารกับประชาชนได้ง่ายมากขึ้น

ผศ.ดร.ทวิดากล่าวว่า ที่ผ่านมาการบริหารจัดการทั้งหมด วางแผนยุทธศาสตร์ได้ยาก เพราะ กทม.ไม่ได้นำข้อมูลไว้ในที่เดียวกัน ระบบไอทีแต่ละหน่วยงานแยกกันทั้งหมด ซึ่งตอนนี้ได้ทำให้มาอยู่ที่เดียวกันทั้งหมด ทำให้การใช้งบประมาณไม่มีความซ้ำซ้อน รวมถึงปรับการบริหารจัดการให้เป็น E-office ช่วยเร่งประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น