‘ชัชชาติ’ ปรับจริง! ไม่หยุดทางม้าลาย ปลุกสำนึก-ปักป้าย เข้มความเร็ว 30 กม. เขตชุมชน

21.09.22 | 16:12 น.

‘ชัชชาติ’ เลี่ยงเกิดซ้ำกรณีหมอกระต่าย ปรับจริง ‘ไม่ชะลอทางม้าลาย’ ปักป้ายสร้างสำนึก เข้มความเร็ว 30 กม./ชม. เขตชุมชน

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 21 กันยายน ที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดกิจกรรม Kick off ทางม้าลายปลอดภัย วินัยดี “หยุด ก่อนทางม้าลาย” โดยมี นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายทรงศัก สายเชื้อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน นายวิรัช พิมพะนิตย์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมการบูรณาการกู้ชีพฉุกเฉินและความปลอดภัยทางถนน ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกิจกรรม

ทั้งนี้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) เข้าร่วมงาน พร้อมเน้นย้ำการสนับสนุนขับเคลื่อนให้เกิดทางม้าลายปลอดภัยในครั้งนี้

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวเปิดงานว่า เรื่องอุบัติเหตุถือเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลต่อชีวิตพี่น้องประชาชน ทำให้เกิดการสูญเสียและส่งผลไปถึงระบบเศรษฐกิจ สถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทยสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ช่วงเวลาที่ผ่านมาหลายหน่วยงานพยายามช่วยกันแก้ปัญหาเพื่อลด และป้องกันการเกิดอุบัติเหตุทางถนน โดยเฉพาะอุบัติเหตุบริเวณทางข้ามทางม้าลายมีสถิติสูง ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ร่วมกับกระทรวง หน่วยงานต่างๆ จังหวัดและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ตระหนักถึงความสำคัญนี้ จึงได้บูรณาการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยขอความร่วมมือผู้ว่าฯ กทม. และผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด สร้างกิจกรรมในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งจะมีการดำเนินการทุกวันที่ 21 ของทุกเดือน เพื่อใช้พลังสังคมช่วยกันสร้างกระแส เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุอย่างเช่นกรณีหมอกระต่ายอีก รวมถึงขอความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการปรับปรุงด้านกายภาพของทางข้ามหรือทางม้าลาย และการบังคับใช้กฎหมายต้องทำอย่างเข้มงวด สิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนคือ การสร้างจิตสำนึก สร้างวัฒนธรรมในการใช้รถใช้ถนน ทั้งคนข้ามและคนขับ

Advertisement

นายชัชชาติ กล่าวว่า กทม.ให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุหมอกระต่าย เฉพาะทางม้าลาย กรุงเทพฯ มีทั้งหมด 2,788 แห่ง ที่ผ่านมามีการปรับปรุงทั้งหมด 1,286 จุด เป็นการปรับปรุงทาสี มีส่วนที่เป็นสีแดงและสีขาว โดยส่วนที่เป็นสีแดง เราทาไปทั้งหมดประมาณ 250 จุด ที่เหลือเป็นสีขาว

โดยทางม้าลายทั้งหมดจะมี 3 แบบ คือ

1.ที่มีไฟกะพริบตรงทางแยก แต่เดิมมี 538 แห่ง ได้เพิ่มทางม้าลายตรงทางแยก อีก 2 แห่งเป็น 540
2.ที่ติดตั้งสัญญาณกดปุ่ม แต่เดิมมี 237 ได้เพิ่มขึ้นอีก 34 แห่งในช่วงปี 2565 เป็น 271
3.ส่วนสัญญาณไฟกะพริบเตือนเมื่อก่อนมี 924 ติดตั้งเพิ่มอีก 50 เป็น 974 แห่ง และที่ผ่านมาในปี 2565 ได้เพิ่มสัญญาณไฟขึ้นอีก 86 จุด ในปีงบประมาณ 2566 จะมีการเพิ่มเติมอีก เพราะฉะนั้นทางกายภาพได้มีการปรับปรุงเต็มที่เป็นสิ่งที่กำลังทำ

นายชัชชาติกล่าวว่า นอกจากนี้ กทม.มีเทศกิจลงไปดูทางม้าลายหน้าโรงเรียน โครงการ School Care ทั้งหมดประมาณ 526 จุด เป็นโรงเรียน กทม. 437 แห่ง โรงเรียน สพฐ. 45 แห่ง โรงเรียนเอกชน 43 แห่ง และจุดอื่นๆ 1 โรงเรียน ใช้เทศกิจ 574 นายต่อวัน ประจำหน้าโรงเรียนทั้งเช้า-เย็น เพื่อเพิ่มอำนวยความสะดวกการจราจร ส่วนด้านกายภาพ กทม.จะปรับปรุงต่อไป แต่คงไม่สามารถทำไฟปุ่มกดทุกจุดได้ เพราะบางจุดก็ไม่คุ้มที่จะติดตั้งคงต้องเลือกจุดที่เหมาะสม ปรับปรุงแสงสว่างให้ดี แต่ถ้าไม่มีจิตสำนึกไม่มีเรื่องการหยุดให้คนข้าม ก็เป็นไปไม่ได้

นายชัชชาติกล่าวว่า การรณรงค์วันนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้ภาพรวมเข้มข้นขึ้น มี 3 ส่วน คือ กายภาพต้องดี เรื่องจิตสำนึก และเรื่องบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งตอนนี้ กทม.ได้มีการปรับลดความเร็วตามอำนาจของ กทม.สามารถลดความเร็วบริเวณทางม้าลาย หรือว่าชุมชนได้ มีทดสอบอยู่ 5 จุด ปักป้ายความเร็ว 30 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพื่อให้รถชะลอ ถ้าเกิดความเร็วเกินก็ต้องมีการจับปรับ

“จะเริ่มมีการจำกัดความเร็วตามจุดต่างๆ โดยจะร่วมมือกับตำรวจนครบาล ตำรวจจราจร ประชาสัมพันธ์ และแสดงให้เห็นถึงการเอาจริงเอาจังในการจับปรับ ซึ่งเป็นอำนาจของทางตำรวจจราจร เพราะอยู่บนผิวทาง เราต้องเอาจริงเอาจัง ทั้งด้าน Soft Power ก็คือรณรงค์ Hard Power คือการจับปรับ” นายชัชชาติกล่าว

ด้าน นายทรงศัก กล่าวว่า จากสถิติการรับเรื่องร้องเรียนที่ผ่านมา พบกว่า 500 เรื่อง เป็นปัญหาเกี่ยวกับงานจราจร และในจำนวนนี้มากถึง 300-400 คน ต่อปี ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุการข้ามถนน ยิ่งไปกว่านั้น จากข้อมูลการสำรวจการหยุดรถที่ทางม้าลาย พบว่าผู้ขับขี่รถเกือบร้อยละ 90 ไม่หยุดรถตรงทางม้าลาย โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ มีสถิติสูงสุด

ทุกภาคส่วนต้องเร่งร่วมมือกันรณรงค์ แก้ไขปัญหาดังกล่าวจากต้นเหตุให้ครอบคลุมทุกมิติอย่างจริงจัง จึงอาศัยอำนาจ ตามมาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ.2560 หยิบยกกรณีปัญหาอุบัติเหตุจากการใช้ทางข้าม แก้ไขในเชิงระบบ ใน 3 ด้านหลัก คือ 1.ด้านการแก้ไขกฎหมาย 2.ด้านการปรับปรุงทางกายภาพ 3.ด้านการรณรงค์สร้างจิตสำนึกและการสร้างเครือข่าย

นายทรงศักกล่าวอีกว่า ในด้านการรณรงค์ฯ นั้น สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ร่วมกับ สสส. ในการบูรณาการทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน ขับเคลื่อนการทำงาน และ รณรงค์ “ทางม้าลายปลอดภัย วินัยดี” เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาเชิงระบบเกี่ยวกับความปลอดภัยในการข้ามถนนโดยใช้ทางม้าลายอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับด้านการแก้ไขกฎหมาย จะเสนอแนะให้เพิ่มเติมกฎหมาย พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ที่ควรกำหนดให้ผู้ขับขี่หยุดรถให้คนข้ามถนนบริเวณทางม้าลายเป็นการเฉพาะ เนื่องจากปัจจุบันกฎหมายยังไม่มีการบัญญัติโทษไว้เป็นการเฉพาะ รวมถึงกำหนดกฎหมายเพิ่มบทลงโทษกับคนที่ฝ่าฝืน อาทิ กำหนดโทษให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่กับบุคคลที่ขับรถชนคนเดินข้ามถนนในทางม้าลาย กำหนดอัตราโทษให้สูงขึ้น กรณีขับรถชนคนข้ามถนนบนทางม้าลาย ร่างข้อกำหนดว่าด้วยการกำหนดความเร็วในเขตชุมชน เช่น ไม่เกิน 30 กิโลเมตร/ชั่วโมง

ในด้านกายภาพ จะมีการปรับพื้นที่ถนน อาทิ ติดตั้งป้ายเตือนทางข้ามไว้ล่วงหน้าก่อนถึงทางม้าลาย ติดตั้งไฟแสงสว่างให้เพียงพอ และมีสัญญาณไฟกะพริบเตือน จัดให้มีเส้นชะลอความเร็วก่อนถึงทางม้าลาย โดยในการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหานี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินจะเป็นองค์กรกลาง สนับสนุนทุกหน่วยงานในการทำงานเพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรม ตั้งเป้าในอีก 1 ปีข้างหน้า ทางม้าลายทุกทางรถจะต้องหยุดให้คนเดินข้าม ซึ่งจะติดตามประเมินผลทางสถิติอย่างต่อเนื่องทุก 2-3 เดือน เพื่อดูว่าอุบัติเหตุหรือผู้ฝ่าฝืนกฎหมายนั้นลดลงหรือไม่อย่างไร

ขณะที่ ดร.สุปรีดากล่าวว่า สสส. ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เล็งเห็นความสำคัญและเข้ามามีส่วนร่วมในการบูรณาการการทำงาน สร้างความปลอดภัยบนทางม้าลายที่เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ที่ผ่านมา สสส. และภาคีเครือข่าย ได้ขับเคลื่อน และรณรงค์ความปลอดภัยทางถนน เพื่อลดอุบัติเหตุมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายผลักดันสิทธิทางม้าลายให้คนเดินเท้า ได้เดินข้ามทางม้าลายอย่างปลอดภัย และพร้อมสนับสนุนการทำงาน ในการลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนบนทางม้าลาย ทั้งการสื่อสารรณรงค์ ให้ความรู้ สนับสนุนการปฏิบัติการในพื้นที่ มุ่งสร้างวัฒนธรรมใหม่ให้กับทั้งผู้ขับขี่ที่ควรหยุดรถให้คนข้ามถนนที่ทางข้าม ส่วนคนเดินเท้าควรข้ามถนนที่ทางข้าม และระมัดระวังให้มากขึ้น

“ขอเน้นย้ำถึงการใช้ความเร็วที่ปลอดภัยในเขตชุมชน ไม่เกิน 30 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยเฉพาะหน้าโรงเรียน โรงพยาบาล ชุมชน ตลาด และฝากถึงผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ในบ้านเราที่มากกว่า 20 ล้านคัน ให้ป้องกันตนเอง โดยการสวมหมวกนิรภัยตลอดการเดินทาง ช่วยลดการเสียชีวิตได้มากกว่า 50% เพื่อร่วมทำให้เกิดความปลอดภัยบนท้องถนนต่อไป” ดร.สุปรีดากล่าว

ทั้งนี้ หลังจากเสร็จสิ้นพิธีเปิด ยังมีการจัดกิจกรรมรณรงค์ Kick off ทางม้าลายปลอดภัย วินัยดี คู่ขนาน อีก 10 จุดทั่วกรุงเทพ คือ บริเวณทางข้ามทางม้าลายหน้าครุสภา เขตดุสิต ทางเข้าวัดราชาธิวาสวิหาร เขตดุสิตหน้าโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เขตพระนคร หน้าวัดบวรนิเวศ เขตพระนคร หน้าโรงเรียนสันติราษฎร์เขตราชเทวี หน้าสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ เขตราชเทวี เขตสวนหลวง เขตห้วยขวาง และบริเวณแยกวชิรธรรมสาธิต เขตพระโขนง รวมถึงภาคีเครือข่ายด้านความปลอดภัยบนท้องถนนในทุกจังหวัดทั่วประเทศ