ชัชชาติ ปาฐกถา สร้างศักยภาพใหม่ ตั้งเป้า 2570 กรุงเทพฯ น่าอยู่ 1 ใน 50 ของโลก

21.09.22 | 20:28 น.

เมื่อเวลา 16.15 น. วันที่ 21 กันยายน ที่ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ เขตปทุมวัน หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ จัดงานสัมมนา “ESG Forum จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย” โดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “สร้างศักยภาพใหม่ให้เป็นจริง”

นายชัชชาติ กล่าวว่า กรุงเทพฯ เปรียบเหมือนเพชรที่ยังไม่เจียระไน ศักยภาพที่แท้จริงคือคน ถ้าสร้างคนให้มีแรงบันดาลใจ จะสร้างพลังได้อย่างมหาศาล ปัญหาที่ผ่านมา คือรัฐบาลหวงอำนาจไม่ให้ประชาชนตัดสินใจ ไม่มีความไว้วางใจระหว่างรัฐและเอกชน ทำให้การดำเนินงานติดขัด ต่อมาการทุจริตคอร์รัปชัน คนที่เก่งไม่มีโอกาสทำงาน อีกทั้งไม่มีความยุติธรรม ประชาชนไม่รู้สึกการมีส่วนร่วม

นายชัชชาติ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันการวางแผนอนาคตของเมืองจะต้องยอมรับความจริงก่อน โดยจุดแข็งของกรุงเทพฯ เป็นเมืองหัวโตที่มีขนาดจีดีพีใหญ่ที่สุด ,ค่าครองชีพในกรุงเทพฯ อยู่ในระดับกลางสามารถแข่งขันได้, มีโครงข่ายรถไฟฟ้าขนาดใหญ่, มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน, ความเป็นพหุวัฒนธรรม มีความกลมกลืนกันหลายศาสนา

ส่วนจุดอ่อนของกรุงเทพฯ มีการคอร์รัปชัน เป็นตัวกัดกร่อนที่ไม่สามารถดึงศักยภาพคนออกมาเต็มที่, ต้องขอใบอนุญาตหลายอย่าง กฎหมายล้าสมัย ทำให้ไม่มีความสะดวกในการทำธุรกิจ, ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษอยู่ในระดับต่ำ, ทักษะการคิดวิเคราะห์อยู่ในระดับต่ำ, คะแนน PISA หรือการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล อยู่ในอันดับ 60 จาก 77 ประเทศ อีกทั้งโรงเรียนสังกัด กทม.ได้คะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศอีกด้วย, มีอากาศดีเพียง 25% ของปี, การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 53 ล้านตันต่อปี ซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน, ปริมาณน้ำฝนเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง, มีความเสี่ยงจากสภาพอากาศอันดับ 9 ของโลก, คนใช้เวลา 71 ชั่วโมงต่อปี บนถนนในกรุงเทพฯ, สัดส่วนพื้นที่สีเขียวค่อนข้างต่ำเพียง 0.92 ตร.ม./คน

นายชัชชาติ กล่าวว่า ส่วนปัญหาเส้นเลือดฝอย แม้จะมีการสร้างเส้นเลือดใหญ่ไว้ดี แต่เส้นเลือดฝอยไม่ได้รับการเหลียวแล เช่น มีโรงเผาขยะขนาดใหญ่ แต่การเก็บขยะต้นทางยังเป็นการทิ้งรวมกัน, มีอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ แต่ยังมีขยะอุดตันเต็มไปหมด, มีโรงพยาบาลขนาดใหญ่ แต่ไม่มียารักษาเบื้องต้นในศูนย์สุขภาพชุมชน, มีมหาวิทยาลัยติดอันดับโลก แต่ศูนย์เด็กเล็กไม่มีค่าอาหารกลางวัน ต่อมา กทม.ไม่มีอำนาจเต็มรูปแบบ เช่น การบริหารจัดการจราจรมี 37 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกัน กทม.ไม่มีอำนาจไปกดไฟสัญญาณจราจรได้

Advertisement

“มีคนบอกว่า ผมไม่ได้ดูแลเส้นเลือดใหญ่ มันต้องสมดุลกันไง ถ้าเส้นเลือดฝอยไม่ดี น้ำไม่มีทางไปถึงเส้นเลือดใหญ่ได้ เส้นเลือดฝอยมันไม่ค่อยเซ็กซี่ ไปลอกท่อมันไม่เซ็กซี่เท่าทำอุโมงค์หมื่นล้าน” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติ กล่าวว่า อนาคตของกรุงเทพฯ หลายประเทศมีการเปิดรับคนเก่งให้ไปทำงานในประเทศ ถ้าประเทศไทยไม่ดึงคนเก่งไว้ จะไม่สามารถสร้างงานที่มีคุณภาพได้ ทั้งนี้ กรุงเทพฯถูกจัดอันดับให้เป็นอันดับ 1 เมืองที่น่าเที่ยวที่สุดในโลก แต่ก็ถูกจัดอันดับที่ 98 ตามดัชนีความน่าอยู่ทั่วโลก ต้องมีการเปลี่ยนแปลงตามวิสัยทัศน์ที่ว่า “กรุงเทพฯ : เมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน” จึงได้พัฒนาเป็น 9 นโยบายหลัก ซึ่งเกี่ยวข้องกับแนวคิด ESG หรือแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาขององค์กรอย่างยั่งยืน โดยแต่ออกเป็น 216 แผนปฏิบัติการ

“ตอนที่เราหาเสียงก็มีคนตั้งคำถามว่า 216 แผน มันเยอะไปรึเปล่า ทำจริงได้รึเปล่า ต้องบอกว่าเราโชคดีมากที่มี 216 แผน เพราะวันแรกที่เราเริ่ม แผนพวกนี้มันทำงานได้เลย เจ้าหน้าที่ กทม.เอาแผนพวกนี้ไปปฏิบัติได้เลย ผมเชื่อว่า 216 แผน ก็ไม่พอแล้ว อาจจะเป็น 300 400 แผน เพราะปัญหามันเยอะมาก”นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติ กล่าวว่า เป้าหมายในปี 2570 อยากให้กรุงเทพเป็นเมืองน่าอยู่ 1 ใน 50 อันดับแรกของโลก โดยหน้าที่ของ กทม. ต้องเพิ่มประสิทธิภาพของเมือง ปรับปรุงคุณภาพชีวิต สร้างโอกาสสำหรับทุกคน และการสร้างความเชื่อมั่น จึงมีการออกนโยบาย เช่น การบริหารงานที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการทำงบประมาณ, การทำสวนขนาดย่อมให้ประชาชนเข้าถึงได้ใน 15 นาที, การแยกขยะเต็มรูปแบบ เพื่อลดการฝังกลบอย่างน้อย 50%, การทำทางเท้าปลอดภัย, การทำระบบขนส่งมวลชนครอบคลุม, เปลี่ยนระบบการจัดการน้ำ รองรับปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มมากขึ้น, การเปิดพื้นที่สาธารณะสำหรับทุกคน เช่นการทำดนตรีในสวน การฉายหนังกลางแปลง, การจัดการจราจรด้วยระบบอัจฉริยะ

นายชัชชาติ กล่าวว่า การสร้างศักยภาพใหม่ให้เป็นจริง หน้าที่ของผู้ว่าฯ กทม.ต้องสร้างงานที่ดี จะทำให้เมืองเจริญเติบโตได้ ซึ่งกรุงเทพฯ มี 7 ศักยภาพ ประกอบด้วย 1.เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 1,500 ล้านบาท การสร้างแบรนด์ Made in Bangkok 2.การท่องเที่ยว การจัดกิจกรรมในเมืองให้มีความสนุก สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 7,000 ล้านบาท 3.ธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ ที่กรุงเทพฯ มีโรงพยาบาลที่รับชาวต่างชาติหลายแห่ง 4.อัญมณี พัฒนาบุคลากรให้กรุงเทพฯเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีโลก 5.ธุรกิจไมซ์ (MICE) สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 5.6 แสนล้านบาท โดยมีศูนย์การจัดประชุมระดับโลก 3 แห่ง 6.ศูนย์กลางของบริษัทข้ามชาติ ซึ่งกรุงเทพฯ มีพื้นที่เช่าสำนักงานเหลือกว่า 20% มีราคาเช่าไม่แพง 7.ความเกี่ยวเนื่องโครงการ EEC โดยมีโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดึงชาวต่างชาติพักอาศัยในกรุงเทพฯ

นายชัชชาติ กล่าวว่า ผลงานที่ตั้งแต่รับตำแหน่งมา มีการทำผู้ว่าฯ สัญจร, การเปิดเผยข้อมูล หรือ Open Bangkok เป็นครั้งแรกในการเปิดเผยฟอร์แมตงบประมาณ, ทราฟฟี่ฟองดูว์ เปลี่ยนการทำงานแบบไปป์ไลน์ ไปสู่แพลตฟอร์ม โดยไม่ต้องให้ผู้ว่าฯ ออกคำสั่ง สามารถแก้ปัญหาได้รวดเร็วขึ้น, ทำจุด One Stop Service, ความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อจัดตั้ง คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือกรอ.กทม., โครงการปลูกต้นไม้ล้านต้น, การแยกขยะในพื้นที่นำร่อง 3 เขต, เปิดโรงเรียนวันเสาร์ (Saturday School) นำอาสาสมัครมาช่วยสอนเด็ก, การเปิดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ขยายลงไปถึงชุมชน, การจัดระเบียบสายสื่อสาร, สร้างความปลอดภัยของธุรกิจสถานบันเทิง, เปิดสวนสุนัข

“หัวใจคือการดึงศักยภาพมา เอาคนมาร่วมงานทุกภาคส่วน เห็นว่าเราร่วมมือกับทุกคน เป็นจตุรภาคี 4 ส่วน คือ รัฐบาล วิชาการ ภาคเอกชน และประชาชน ต้องร่วมเป็นเกลียวเดียวกัน ที่ผ่านมาเราร่วมมือกันทุกคนใน กทม. ร่วมมือประสานงานกัน ไปหารัฐบาลทุกคน เรายกมือไหว้ไปหมดแหละ ขอใครได้ก็ขอทุกกระทรวง ผมว่าเป็นความร่วมมือร่วมใจที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนะ นั้นคือการดึงศักยภาพคนมาร่วมกันทำกรุงเทพฯ ให้ดีขึ้น

ผมได้พูดกับสภา กทม.หลายครั้งว่า หน้าที่ของเราไม่ใช่แค่บริหาร กทม.นะ ที่ผ่านมาคนหมดหวัง หมดศรัทธากับระบบประชาธิปไตยเหมือนกันนะ 10 ปีที่ผ่านมา ผมว่าหน้าที่ของเรา สภา กทม.ต้องสร้างความไว้ใจ ความมั่นใจกลับคืนมาให้กับระบอบประชาธิปไตยด้วย ผมว่าประชาธิปไตยจริงๆ แล้วมีตัวเลือก สามารถเลือกคำตอบที่ดีกับคุณได้ หน้าที่เราคือต้องสร้างความหวังให้กับประชาชนว่า ระบบนี้ยังเป็นระบบที่ดีที่สุดอยู่ ที่สามารถเลือกผู้แทน เลือกคนที่ดี พร้อมที่จะให้ทำเมืองให้ดีขึ้นได้”นายชัชชาติกล่าว

ต่อมานายชัชชาติได้เล่าถึงความประทับใจจากเหตุการณ์ที่เด็กอายุ 7-8 ขวบ เดินเข้ามากอดแน่นไม่ปล่อย ในงานๆหนึ่งว่า

“มันทำให้เรารู้สึกดีนะ ถ้าเกิดเด็กรุ่นใหม่เขายังมีความหวังกับนักการเมืองที่มาจากระบอบประชาธิปไตย เชื่อว่าเขายังมีศรัทธากับระบอบประชาธิปไตย ระบอบประชาธิปไตยยังสามารถผลิตคนที่เขาเป็นไอดอลเขาได้ ไม่ใช่ตัวผมนะ แต่โดยทั่วไป ถ้าเกิดเราสมารถสร้างความศรัทธา ความหวังกับประชาธิปไตย ผมเชื่อว่ามันจะเป็นสร้างศักยภาพของเมืองที่สำคัญในอนาคต”