ปลัด สธ.เผย ศบค.จ่อพิจารณายกเลิก/ต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หลังโควิดเป็นโรคเฝ้าระวัง

23.09.22 | 09:29 น.

ปลัด สธ.เผย ศบค.จ่อพิจารณายกเลิก/ต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หลังโควิดเป็นโรคเฝ้าระวัง

เมื่อวันที่ 23 กันยายน นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงข้อเสนอมติคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติเมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา และเตรียมเสนอที่ประชุม ศบค.วันนี้ (23 ก.ย.) ว่า
จากมติคณะกรรมการโรคติดต่อมีมติให้โควิด-19 เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 เนื่องจากข้อมูลวิชาการทั่วโลกบ่งชี้ว่าขณะนี้เป็นช่วงท้ายของการระบาด หมายความว่าโรคไม่ได้มีความรุนแรงอีกต่อไป อีกทั้งระบบสาธารณสุขสามารถดูแลได้ วัคซีนมีเพียงพอ ยามีเพียงพอ โรคโควิดไม่ได้เป็นปัญหากับระบบสาธารณสุขที่ต้องใช้สรรพกำลังเข้าไปดู แค่เฝ้าระวัง เพราะโรคอาจจะขึ้นหรือลงอีกก็ได้

นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า ปัจจุบันโรคไม่ได้เป็นปัญหาอีก ซึ่งขณะนี้ระบบสาธารณสุขดูแลผู้ป่วยสองระบบ คือผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน โดยผู้ป่วยนอกเมื่อมาตรวจจะได้รับยากลับไปดูแลที่บ้านหลังเดือนตุลาคมเป็นต้นไป และหากมีอาการมาก แพทย์จะพิจารณารับเป็นผู้ป่วยในต่อไป ส่วนหมอและพยาบาลที่ดูแลคนไข้จะลดระดับการสวมใส่ชุด PPE ตามความเหมาะสม โดยจะเสนอ ศบค.รับทราบการดำเนินการเหล่านี้

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)

“เมื่อช่วงแรกที่ประกาศเป็นโรคติดต่ออันตราย ทาง ศบค.ได้ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่หลังจากตุลาคม เมื่อโควิดเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังแล้ว จะต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีกหรือไม่ ก็แล้วแต่ ศบค.พิจารณา เพราะยังมีความจำเป็นในการดูแลด้านอื่นๆ อย่างด้านสังคม จำเป็นต้องมีการดำเนินการอยู่ระยะหนึ่ง แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับ ศบค.พิจารณา แต่ของสาธารณสุขถือว่าอยู่ในระดับปกติแล้ว” นพ.เกียรติภูมิกล่าว

ผู้สื่อข่าวสอบถามว่าจะมีการปรับแผนวัคซีนปี’66 อย่างไร นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า ได้มอบให้กรมควบคุมโรคทบทวนแผนการฉีดวัคซีนปี 2566 เนื่องจากขณะนี้มีคนฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นทั้งเข็ม 3 และเข็ม 5 แล้ว และมีการฉีดวัคซีนจำนวนมาก ทำให้ต้องมีการศึกษาผลการฉีดไปแล้ว กับการติดเชื้อว่าควรมีระยะห่างที่เหมาะสมควรเป็นเท่าไร เพราะที่ผ่านมาเป็นช่วงของการระบาดรุนแรงถึงปานกลาง ทำให้การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นต้องมีระยะห่างทุก 4 เดือน แต่เมื่อการระบาดอยู่ช่วงท้ายก็อาจต้องพิจารณาระยะห่าง 6 เดือน หรือ 1 ปี ซึ่งต้องให้คณะผู้เชี่ยวชาญพิจารณา เพื่อนำมาวางแผนการจัดซื้อวัคซีนต่อไป ส่วนปี’65 นี้จะพิจารณาว่า ถ้าวัคซีนมากเกินไป คือ มีคนฉีดเยอะแล้ว อาจปรับเป็น LAAB เพิ่มสำหรับกลุ่มเสี่ยง