ปิดฉาก ศบค. เลิก ‘ฉุกเฉิน’ ถึงคิวลดดีกรี ‘โควิด’

25.09.22 | 07:30 น.

ปิดฉาก‘ศบค.’ เลิก‘ฉุกเฉิน’ ถึงคิวลดดีกรี‘โควิด’

นับตั้งแต่ที่โลกพบการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 เมื่อปลายปี 2562 ในประเทศจีน ก่อนที่ลุกลามมาถึงประเทศไทยและทั่วโลกในปี 2563 ซึ่งแน่นอนว่า การควบคุมสถานการณ์การติดเชื้อไวรัสอย่างไม่เลือกหน้า สัญชาติ ภายใต้ความวุ่นวาย ความตื่นตระหนกของประชาชน เป็นความท้าทายของผู้นำแต่ละประเทศ ทำให้นานาชาติต่างออกมาตรการป้องกันโรคตามความเสี่ยงที่กำลังเผชิญ

ขณะที่ไทยเป็นประเทศแรกที่พบผู้ติดเชื้อจากนอกประเทศ ซึ่งถือเป็น โรคอุบัติใหม่ ท่ามกลาง ความรู้ใหม่ ทั้งในแง่สาธารณสุขและการบริหารสถานการณ์ จากนั้น ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในไทยได้เพิ่มจำนวนขึ้นสอดคล้องกับความหวาดกลัวของประชาชนที่มากขึ้นเช่นกัน

กระทั่งวันที่ 24 มีนาคม 2563 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมสถานการณ์การระบาดโควิด-19 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 เป็นต้นมา

โดยวันรุ่งขึ้น ได้มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 5/2563 เรื่อง การจัดตั้งหน่วยงานพิเศษเพื่อปฏิบัติหน้าที่ จึงเป็นจุดกำเนิดของ ศบค. หรือศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการศูนย์

ฉะนั้น ศบค.จึงเป็นผลผลิตของ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน โดยแท้จริง ซึ่งความตามมาตรา 7 วรรค 5 ระบุว่า ในกรณีที่มีความจำเป็น คณะรัฐมนตรีอาจให้มีการจัดตั้งหน่วยงานพิเศษเป็นการเฉพาะเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้เป็นการชั่วคราวได้จนกว่าจะยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

Advertisement

ศบค.ที่ก่อตั้งมาเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งมีการทำงานในลักษณะบริหารเบ็ดเสร็จ (Single Command) รวมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของรัฐ ประชุมเคาะมาตรการ แก้ไขสถานการณ์ และออกแนวทางการปฏิบัติของประชาชนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ฉะนั้น ศบค.จึงมีอำนาจตามคำสั่งอย่างสังเขป เพื่อ 1.ปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจที่ได้รับการถ่ายโอนภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เท่าที่จำเป็นกระทั่งสถานการณ์ยุติลง 2.จัดหาและบริการจัดการหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ จำหน่ายหรือแจกจ่ายแก่ประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ 3.แก้ไข เยียวยาความเสียหายจากการระบาด และให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู ชดเชย เยียวยาประชาชน จำแนกมาตรการตามกลุ่มต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบตามความเหมาะสม 4.จัดโครงสร้างขององค์กรและจัดตั้งหน่วยงานเพื่อเป็นองค์กรปฏิบัติการตามเห็นสมควร 5.ประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง 6.เรียกให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐเข้าร่วมประชุม ชี้แจง ให้ข้อมูลข่าวสาร จัดส่งเอกสาร หรือดำเนินการอื่นตามเห็นสมควร และ 7.ดำเนินการอื่นๆ ตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

ภาพการทำงานของ ศบค.ภายใต้อำนาจของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตลอดเวลา 2 ปี 6 เดือน กำลังจะปิดฉากลงนับจากที่ได้มีการยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ที่ได้ขยายประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งสิ้น 19 ครั้ง ซึ่งในวันที่ 30 กันยายน 2565 ถือเป็นการสิ้นสุดของ ศบค.อย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา หลังเสร็จสิ้นการประชุม ศบค.นัดสุดท้าย นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค.แถลงว่า หลังจากนี้เมื่อไม่มี ศบค.แล้ว นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จะเป็นผู้กำกับดูแลตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรคติดต่อ พ.ศ.2558 โดยมีแผนปฏิบัติการควบคุมโรครองรับการเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ควบคุมโรคให้อยู่ในสถานการณ์เฝ้าระวังหรือรุนแรงน้อย

หลังจากการยุบ ศบค.ประเทศไทยเดินหน้าที่จะใช้ พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ดูแลโควิด-19 ต่อไปก่อน จนกว่า พ.ร.บ.โรคติดต่อฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้ ซึ่งวางแนวทางไว้ 4 ระดับเรียงจากน้อยไปมาก ดังนี้ 1.ระดับเฝ้าระวัง อัตราป่วยเสียชีวิตน้อยกว่า 0.1% อัตราครองเตียงอยู่ระหว่างที่ 11-24% หน่วยปฏิบัติการควบคุมโรคเป็นระดับอำเภอ 2.ระดับรุนแรงน้อย อัตราการป่วยเสียชีวิตขยับไปที่ 0.1-0.5% อัตราครองเตียง 25-40% ศูนย์ปฏิบัติการจะเป็นระดับจังหวัดและเปิดศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรค 3.ระดับรุนแรงปานกลาง มีอัตราป่วยเสียชีวิตมากกว่า 0.5% อัตราครองเตียง 41-75% จะต้องเปิดศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงสาธารณสุข และ 4.ระดับรุนแรงมาก อัตราป่วยเสียชีวิตมากกว่า 1% อัตราครองเตียงมากกว่า 75% จะต้องเปิดศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์ฉุกเฉินระดับประเทศ

โดยสถานการณ์โควิด-19 ปัจจุบันอยู่ในระดับเฝ้าระวัง ผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่รายงานเข้าระบบการรักษาเฉลี่ยวันละ 801 ราย ผู้ป่วยปอดอักเสบ 516 รายต่อวัน ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ 255 รายต่อวัน และผู้เสียชีวิต 13 รายต่อวัน การใช้เตียงอยู่ที่ 8.3% ลดลงจากเดือนกรกฎาคมที่อยู่ที่ 10.9% ซึ่งภาพรวมปัจจุบันผู้ป่วยรายใหม่ ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจและผู้เสียชีวิตต่ำกว่าเส้นคาดการณ์ที่ต่ำที่สุดทั้งหมด จึงเป็นสาเหตุโดยชอบธรรมในการเดินหน้าลดระดับโควิด-19 จากโรคติดต่ออันตราย เหลือเพียงโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ในวันที่ 1 ตุลาคม 2565 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2565 เมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา

หลังจากนี้ การบริหารจัดการสร้างภูมิคุ้มกันของประชากรจากการได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เพื่อประคองสถานการณ์ไม่ให้พลิกกลับมาเกิดวิกฤตไวรัสอีกครั้ง ทางคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ภายใต้คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ จะเป็นหน่วยงานที่ต้องทำหน้าที่ส่วนนี้พร้อมเฝ้าระวังสถานการณ์ จัดหาและกระจายวัคซีน

โดยแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดหาและกระจายวัคซีนโควิด-19 ภายใต้คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ มีคณะผู้เชี่ยวชาญพิจารณาเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ เก็บข้อมูลการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของคนไทย ซึ่ง นพ.ทวีศิลป์ระบุว่า หลายคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีน หรือได้รับวัคซีนเข็มต่อไปจะไม่มีค่าใช้จ่าย โดย สธ.คาดการณ์ว่าผู้ป่วยรายใหม่ในปี 2565-2566 จะมีลักษณะเป็นคลื่นลูกเล็ก (Small wave) ที่อาจจะไต่ขึ้นบ้างหรือลดลงบ้าง ซึ่งตรงนี้ต้องขอพลังพี่น้องประชาชน ยังมีความจำเป็น และขอความร่วมมือสำหรับมาตรการป้องกันส่วนบุคคล DMHTT คือ Distancing – เว้นระยะห่าง Mask wearing – สวมหน้ากากอนามัย Hand washing – หมั่นล้างมือ Testing – ตรวจให้ไว และ ThaiStopCovid-19 – ใช้มาตรการป้องกันในสถานประกอบการ เพื่อทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตลดลง และต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งประชาชนสามารถให้ความร่วมไม้ร่วมมือกันได้

ขณะที่ยุทธศาสตร์ที่จะดูแลหลังจากนี้ไปจะประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านการป้องกัน เฝ้าระวัง และควบคุมโรค ยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ยุทธศาสตร์ที่ 3 ด้านการสื่อสารความเสี่ยง ประชาสัมพันธ์ และข้อมูลสารสนเทศ และยุทธศาสตร์ที่ 4 ด้านบริหารจัดการ กฎหมาย สังคมและเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 4 ยุทธศาสตร์จะมีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาดูแลในช่วงที่ปรับเปลี่ยนเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง รวมทั้งมีคณะอนุกรรมการชุดต่างๆ รวมถึงคณะผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดูแลเพิ่มเติมซึ่งเรามีคณะเหล่านี้อยู่แล้ว เช่น เรื่องของวัคซีน ซึ่งจะไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับประชาชน เรื่องของการเฝ้าระวังเหตุการณ์ จะมีคณะอนุกรรมการต่างๆ เหล่านี้เข้ามาดูแล เป็นต้น โฆษก ศบค.กล่าวทิ้งท้าย