“ม.ล.ศุภกิตต์” เลขาฯนิติวัชร์อัยการ ชี้ พื้นฐานการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้สำเร็จ การเเต่งตั้งโยกย้าย ต้องไม่ถูกแทรกแซง ไม่ให้เป็นบุญคุณต่างตอบเเทน เผยต้องขับเคลื่อนจากจุดเล็กๆจึงส่งต่อความเป็นธรรมฃอำนวยความยุติธรรมถึงประชาชนได้
เมื่อวันที่ 28 กันยายน ม.ล.ศุภกิตต์ จรูญโรจน์ เลขาธิการสถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึง กระบวนการยุติธรรมไทยที่ต้องเปลี่ยนให้ผ่านในมุมมองของพนักงานอัยการ จากการที่สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุดได้ร่วมกับสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานเสวนาวิชาการ เรื่อง “เปลี่ยนให้ผ่าน กระบวนการยุติธรรมไทย” ที่โรงแรมดิเอมเมอรัล ถนนรัชดาภิเษก เมื่อเร็วๆนี้ว่าการทำงานของแต่ละองค์กรในกระบวนการยุติธรรมยังเป็นแบบแยกส่วน มักจะคำนึงถึงผลสัมฤทธิ์ในเฉพาะในส่วนงานของตน โดยลืมนึกถึงผลสำเร็จในจุดมุ่งหมายสุดท้ายคือการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนและทำให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม ดังนั้น เราจึงได้เห็นตัวอย่างที่เจ้าหน้าที่ ผู้บังคับใช้กฎหมายชี้แจงว่า เป็นการที่ต้องทำตามกฎหมาย ทำตามหน้าที่ แต่สังคมเกิดคำถามว่า เจ้าหน้าที่ปฏิบัติอย่างเป็นธรรมจริงหรือไม่ กระทำเกินกว่าเหตุ หรือเลือกปฏิบัติหรือไม่
ซึ่งการได้รับความเป็นธรรมนั้น นอกจากจะดูในภาพรวมแล้วยังต้องดูเป็นรายกรณีอีกด้วย ไม่ใช่ว่าคดีทำร้ายร่างกายจะต้องได้รับโทษเท่ากัน แต่ต้องพิจารณาถึงความร้ายแรงของการกระทำ พฤตินิสัยของผู้กระทำประกอบปัจจัยอื่นๆ ด้วย ซึ่งความจริงสิ่งเหล่านี้กฎหมายเขียนเปิดช่องไว้ให้สามารถนำมาพิจารณาได้อยู่แล้ว แต่ปัญหาคือผู้มีอำนาจได้มีการหยิบขึ้นมาพิจารณาอย่างเท่าเทียมกันในทุกโอกาสหรือไม่ หรือบางคดีที่เป็นคนที่มีเส้นสายก็หยิบขึ้นมาพิจารณาถี่ถ้วนหน่อย ซึ่งเรื่องเหล่านี้จากเวทีเสวนา “เปลี่ยนให้ผ่าน กระบวนการยุติธรรมไทย” มีการเสนอข้อคิดว่า กระบวนการยุติธรรมไทย เมื่อมีคดีดัง ๆ เกิดขึ้นก็มาปรับแก้กฎหมายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม แต่ปัญหาทุกวันนี้ก็ยังเป็นเช่นเดิม ดังนั้น จึงเป็นปัญหาที่ตัวบุคคล หรือที่ระบบกันแน่ คือเป็นเรื่องของคนที่ไม่ดีเพียงบางคนซึ่งองค์กรไหนประเทศไหนก็ย่อมมีคนไม่ดีปะปนอยู่ทั้งนั้น หรือเป็นที่ระบบของบ้านเราที่ไม่เอื้อให้คนดีสามารถทำตามอุดมการณ์ของตัวเองได้ ต่อให้คนพยายามทำดีที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้แล้ว แต่สุดท้ายก็จะถูกระบบกลืนไป ขอให้รักษาตัวให้รอดเป็นพอ ซึ่งการเปลี่ยนระบบไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเริ่มจากการเปลี่ยนทัศนคติ ของคนที่อยู่ในระบบก่อน
ม.ล.ศุภกิตต์ กล่าวว่า ที่สำคัญคือ ทัศนคติของคนที่อยู่ในแต่ละองค์กรของกระบวนการยุติธรรมถูกหล่อหลอมมาอย่างไร ถ้าองค์กรไหน คนในองค์กรรู้สึกว่าตัวเองได้รับความเป็นธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ มีการให้คุณให้โทษตามผลงานหรือตามเกณฑ์ที่กำหนดชัดเจนก็ย่อมมีความรู้สึกว่าความเป็นธรรม เป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องพื้นฐานของชีวิตที่ต้องมีและต้องให้กับคนอื่นด้วย อะไรที่หลีกหนีไปจากมาตรฐานนี้ถือเป็นเรื่องผิดปกติ ขอยกตัวอย่างเพียงประเด็นเดียวแล้วกัน ที่นายธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการได้ปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับระบบอุปถัมภ์ที่มีผลต่อกระบวนการยุติธรรม หากจะให้ยกเป็นรูปธรรม คือเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ อันนี้เห็นชัดเจนเลยว่า เมื่อองค์กรไหนที่มีการแทรกแซง มีการซื้อขายตำแหน่งกันได้ หรือที่เขาเรียกกันว่ามีตั๋วช้าง อะไรต่อมิอะไร ย่อมทำให้คนในองค์กรเห็นว่าระบบที่ปกติคือระบบที่มีความเหลื่อมล้ำอย่างนี้แหละ ถ้าอยากก้าวหน้าก็ต้องทำทุกวิถีทางให้ได้มา จะสุจริตหรือไม่สุจริตก็เป็นเรื่องรอง ใครๆก็ทำกัน ดังนั้น เมื่อเขารู้สึกอย่างนั้น เขาย่อมไม่สามารถ ส่งต่อความเป็นธรรมให้กับประชาชนได้ เพราะตัวเขาเองยังไม่ได้รับความเป็นธรรมเลย และเป็น ความไม่เป็นธรรมที่ถูกต้องตามระบบอีกด้วย อันนี้ผมพูดถึงระบบที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่สิ่งที่เขียนไว้สวยหรู แต่ไม่มีผลทางปฏิบัติ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรม และเมื่อได้รับตำแหน่งก็ต้องมีการรักษาตำแหน่งโดยทำตามที่ผู้มีอำนาจให้คุณให้โทษบอก
ดังนั้นการจะไปปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้โปร่งใสเป็นที่เชื่อมั่นแก่ประชาชน ย่อมต้องเริ่มจากการที่แต่ละองค์กรในกระบวนการยุติธรรมมีความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการโยกย้าย เลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่งต้องมีความโปร่งใส จะต้องไม่ถูกแทรกแซง แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่ปล่อยให้เป็นไปตามอำเภอใจของผู้บริหาร ต้องใช้ดุลพินิจโดยยึดหลักเกณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานและอธิบายได้ถึงความเหมาะสม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในอันที่จะประกันให้มั่นใจถึงความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่ใช่ให้เฉพาะคนที่วิ่งเต้นหรือพวกของตัวเอง และอาศัยช่องทางมาเป็นบุญคุณที่ต้อง
ตอบแทนกันด้วยวิธีต่าง ๆ
ตนเชื่อมั่นว่า การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องเริ่มขับเคลื่อนจากจุดเล็กๆ ที่ให้คนในแต่ละองค์กรของกระบวนการยุติธรรมได้รับความเป็นธรรมในการทำงานก่อน เขาถึงจะสามารถ ส่งต่อความเป็นธรรมและอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนได้ต่อไป

