‘สภา กทม.’ ฉลุย กันงบเหลื่อม 2,448 ล้านไปใช้ปี’66-แจงความพร้อม หลัง สปสช.ยกเลิกบัตรทอง 9 รพ.
เมื่อวันที่ 28 กันยายน ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมวิสามัญ สมัยที่สอง (ครั้งที่ 4) ประจำปีพุทธศักราช 2565 ในวันพุธที่ 28 กันยายน 2565 โดยมีสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม
ในที่ประชุม นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ประธานคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาญัตติขอความเห็นชอบกันเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ไว้เบิกเหลื่อมปีในปีงบประมาณ พ.ศ.2566 (กรณียังไม่ก่อหนี้ผูกพัน) ของหน่วยรับงบประมาณ และการพาณิชย์ของกรุงเทพมหานคร ได้รายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการวิสามัญ เพื่อให้ที่ประชุมให้ความเห็นชอบ รวมทั้งได้รายงานความเห็นของคณะกรรมการวิสามัญ ประกอบด้วย

เห็นควรให้ความเห็นชอบ จำนวน 85 รายการ จำนวนเงิน 2,448,505,332 บาท
เห็นควรให้ถอนรายการขอกันเงิน เนื่องจากหน่วยงานสามารถก่อหนี้ผูกพันได้ทัน จำนวน 17 รายการ จำนวนเงิน 239,367,808 บาท และปรับลดวงเงิน ที่ขอกันเงิน จำนวนเงิน 45,589,000 บาท รวมจำนวนเงิน 284,956,808 บาท
เห็นควรไม่ให้ความเห็นชอบจำนวน 2 รายการ จำนวนเงิน 574,619,550 บาท
“รายการที่กรรมการเห็นว่าเป็นการใช้งบประมาณไม่คุ้มค่า และได้ปรับลด ได้แก่ รถ Mobile Stroke Unit เป็นรถขนาดใหญ่จะไม่มีความคล่องตัว ประกอบโรงพยาบาลในพื้นที่ยังไม่มีห้องวินิจฉัยเฉพาะโรค ดังนั้น หากนำงบประมาณไปใช้สร้างห้องวินิจฉัยโรคที่โรงพยาบาลจะเกิดประโยชน์กับผู้ป่วยมากกว่า การจัดซื้อเครื่องจ่ายยาอัตโนมัติของหอผู้ป่วยใน ในโรงพยาบาลสังกัด กทม. กรรมการเห็นร่วมกันว่าผู้ป่วยในของแต่ละโรงพยาบาลมีจำนวนไม่มาก ดังนั้นจึงยังไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องบรรจุยาสำหรับผู้ป่วยใน
การปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณคลองผดุงกรุงเกษมจากการลงพื้นที่พูดคุยกับประชาชนเห็นว่า หากนำงบประมาณไปใช้ปรับปรุงไฟฟ้าส่องสว่างเพื่อความปลอดภัยในพื้นที่จะเหมาะสมกว่า นอกจากนี้ กรรมการยังขอให้การขอกันเงินเหลื่อมปีในปีถัดไป ฝ่ายบริหารควรเผื่อเวลาในการเสนอเรื่อง เพื่อให้สภากรุงเทพมหานครได้พิจารณาให้รอบคอบมากกว่านี้ด้วย อย่างไรก็ตาม ต้องขอขอบคุณคณะผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้เข้าชี้แจงรายละเอียดการจัดทำงบประมาณและเหตุผลความจำเป็นต่อคณะกรรมการวิสามัญอย่างต่อเนื่อง” นายสุทธิชัยกล่าว
ทั้งนี้ สภากรุงเทพมหานครได้มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการวิสามัญเสนอ และเห็นชอบให้กันเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ไว้เบิกเหลื่อมปีในปีงบประมาณ พ.ศ.2566 (กรณียังไม่ก่อหนี้ผูกพัน) ของหน่วยรับงบประมาณ และการพาณิชย์ของกรุงเทพมหานคร

จากนั้น นายชัชชาติ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เสนอได้เสนอญัตติขอความเห็นชอบกันเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ไว้เบิกเหลื่อมปีในปีงบประมาณ พ.ศ.2566 (กรณียังไม่ก่อหนี้ผูกพัน) ของหน่วยรับงบประมาณ (เพิ่มเติม) รายการเงินรางวัลประจำปี ซึ่งสภากรุงเทพมหานครได้มีมติเห็นชอบร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การให้เงินรางวัลประจำปีแก่ข้าราชการกรุงเทพมหานคร และลูกจ้างกรุงเทพมหานคร พ.ศ. … ในคราวประชุมสมัยประชุมวิสามัญ สมัยที่ 2 (ครั้งที่ 2) ประจำปีพุทธศักราช 2565 เพื่อให้กรุงเทพมหานครมีงบประมาณในการจ่ายเงินรางวัลประจำปี พ.ศ.2565 ประกอบกับเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการกรุงเทพมหานครและลูกจ้างกรุงเทพมหานคร

นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการเบิกจ่ายเงินรางวัลให้แก่ข้าราชการและบุคลากรุงเทพมหานคร คาดว่าจะสามารถทำได้ภายในเดือนธันวาคมนี้ และในส่วนของข้าราชการและบุคลากรที่เกษียณอายุราชการในปีนี้ก็จะได้รับเงินรางวัลเช่นเดียวกัน เนื่องจากเป็นการประเมินผลงานในรอบปีที่ผ่านมา ซึ่งผู้เกษียณยังปฏิบัติงานอยู่
ภายหลังสภากรุงเทพมหานครมีมติให้ความเห็นชอบในญัตตินี้ นายชัชชาติได้กล่าวขอบคุณสภากรุงเทพมหานครและเน้นย้ำว่ากรุงเทพมหานครจะเบิกจ่ายงบประมาณส่วนนี้อย่างโปร่งใสและยุติธรรม ซึ่งเชื่อว่านอกจากจะเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการและบุคลากรของกรุงเทพมหานครแล้ว จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในกรุงเทพมหานครเพิ่มมากขึ้นด้วย

จากนั้น ที่ประชุมได้ร่วมอภิปรายและเห็นชอบกับญัตติของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ประกอบด้วย ญัตติเรื่อง ขอให้กรุงเทพมหานครสำรวจและปรับปรุงผิวถนนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่ตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ของนายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา ส.ก.เขตลาดกระบัง ญัตติเรื่อง ขอให้กรุงเทพมหานครพิจารณาสถานที่จัดกิจกรรมให้เด็กและเยาวชนในช่วงปิดภาคเรียน ของ น.ส.นฤนันมนต์ ห่วงทรัพย์ ส.ก.เขตคลองสามวา ญัตติเรื่องขอให้กรุงเทพมหานครเตรียมแผนรองรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกสัญญาบริการสาธารณสุขโรงพยาบาลเอกชนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ของนางกนกนุช กลิ่นสังข์ ส.ก.เขตดอนเมือง ญัตติเรื่องขอให้กรุงเทพมหานครพิจารณารูปแบบจุดกลับรถเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ของนายณรงค์ รัศมี ส.ก.เขตหนองจอก
อ่านข่าว : ‘เฮียล้าน’ ทำงานเหนื่อยขอเวลา ชม ‘ชัชชาติ’ ซ้ำกลางสภา ให้โบนัสเท่าไหร่ ‘เขาไม่ได้กันนานมาก’
บุกสภาฯทวงเยียวยา 5 แสน เขย่าแขนชัชชาติ ปชช.พ้อจะโดดศาลาฯ ‘ตกท่อมา 4 ปี’ กทม.มีแค่กระเช้า
‘ชัชชาติ’ ชี้ ‘โนรู’ ทำให้เห็นจุดอ่อน กังวล ‘นิคมฯลาดกระบัง’ กั้นกำแพง 2 เมตร ยันเยียวยาตามเกณฑ์
ส.ก.คลองสาน ทวง ‘ยาน้ำกัดเท้า’ โอด กทม.เตรียมพร้อมไม่ดีพอ เห็นด้วยปรับ ‘ลาดกระบังเป็นพื้นที่รับน้ำ’
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับญัตติที่ นางกนกนุช กลิ่นสังข์ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตดอนเมือง เสนอนั้น

นางกนกนุชกล่าวว่า เนื่องจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้ยกเลิกสัญญาการขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ของโรงพยาบาล 9 แห่งในพื้นที่ กทม. ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ดังนั้นในการประชุมสภา กทม.วันนี้ (28 ก.ค.) จึงได้ร่วมเสนอญัตติเพื่อขอให้กรุงเทพมหานครเตรียมแผนรองรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกสัญญาบริการสาธารณสุขโรงพยาบาลเอกชนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

“ผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการบำบัด การให้เคมีรักษา และผู้ป่วยตั้งครรภ์ที่ต้องดูแลใกล้ชิด กทม.ได้เตรียมความพร้อมที่จะดูแลพี่น้องประชานเหล่านี้อย่างไร มีการประสานงานระหว่างโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลในแต่ละระดับแล้วหรือไม่ มีแผนรองรับที่ชัดเจนหรือไม่ และหาก กทม.ได้เตรียมความพร้อมดูแลผู้ป่วยแล้วได้มีการประชาสัมพันธ์แจ้งประชาชนให้ทราบโดยทั่วถึงอย่างไร” นางกนกนุชตั้งข้อสังเกต
ขณะที่ นายพุทธิพัชร์ ธันยาธรรมนนท์ ส.ก.เขตยานนาวา นายตกานต์ สุนนทวุฒิ ส.ก.เขตหลักสี่ นายอนุรักษ์ เลิศวัฒนาไพบูลย์ ส.ก.เขตวังทองหลาง นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก.เขตจอมทอง นายกิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์ ส.ก.เขตทุ่งครุ นายกฤษฏ์ คงวุฒิปัญญา ส.ก.เขตภาษีเจริญ นางเมธาวี ธารดำรงค์ ส.ก.เขตปทุมวัน นายเนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย ส.ก.เขตบึงกุ่ม ได้สอบสอบถามแนวทางการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ไม่มีโรงพยาบาลในพื้นที่ 5 เขต ได้แก่ เขตพระโขนง ตลิ่งชัน ยานนาวา บางกอกใหญ่ และทุ่งครุ ที่ชัดเจน รวมถึงการช่วยประชาชนที่เปลี่ยนเป็นสิทธิว่าง แนวทางการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ การเพิ่มศักยภาพศูนย์บริการสาธารณสุขเพื่อรองรับผู้ป่วยที่จะมากขึ้น และความเป็นไปได้ของการนำระบบ Telemedicine มาใช้
อย่างไรก็ดี นายสุขสันต์ กิตติศุภกร ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กทม. กล่าวว่า การปิด 9 โรงพยาบาล ส่งผลให้ประชาชนสิทธิบัตรทองได้รับผลกระทบจากการยกเลิกสัญญา แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มประชากรปฐมภูมิ ที่เข้ารับการรักษาในเบื้องต้น จำนวน 220,313 ราย กลุ่มประชากรรับส่งต่อ จำนวน 696,103 ราย และกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง จำนวน 22,246 ราย เป็นประชากรที่กระจายในทุกเขต ซึ่งโรงพยาบาลบางแห่งเป็น รพ.ปฐมภูมิ และบางแห่งเป็นโรงพยาบาลรับส่งต่อ โดยประชากรที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ สวนหลวง จอมทอง มีนบุรี ราษฎร์บูรณะ และวังทองหลาง ในส่วนของผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ยกเลิกสัญญา ทั้งผู้ป่วยล้างไต หอบหืด จิตเวช ผู้ป่วยมะเร็ง สปสช.จะร่วมกับ กทม.ในการแก้ไขปัญหา โดยจากสถิติพบว่ามีผู้ป่วยบัตรทองที่ลงทะเบียนมาใช้บริการต่อเนื่องประมาณ 3-4% จากจำนวนผู้ป่วยที่ลงทะเบียนไว้ทั้งหมด
ปัจจุบัน ประชากรที่ลงทะเบียนใช้สิทธิ กับ รพ.กทม. 9 แห่ง จำนวนกว่า 1 ล้านคน โดย รพ.ทั้ง 9 แห่งมีจำนวนเตียงที่รองรับผู้ป่วยได้ทั้งหมด 2,587 เตียง สามารถรองรับผู้ป่วยบัตรทองได้ 1,552 เตียง และสามารถรองรับผู้ป่วยบัตรทองได้อีกกว่า 516,227 ราย นอกจากนี้ สำนักการแพทย์จะปรับปรุงพัฒนาบริการเพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาล ทั้งผู้ป่วยนอกด้วยการใช้ระบบ Telemedicine และการตั้งหน่วยบริการปฐมภูมินอกโรงพยาบาล และการลดความแออัดผู้ป่วยนอก ด้วยการใช้ระบบการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน Home Ward การให้คำปรึกษาผ่านระบบโทรเวชกรรม Tele Consult และการเพิ่มจำนวนเตียง
“บทบาทและอำนาจการพิจารณายกเลิกสัญญากับ รพ.อยู่ที่ สปสช.ทั้งหมด กทม.มีหน้าที่ในการเตรียมแนวทางการลดผลกระทบผู้ป่วยปฐมภูมิทั้ง 9 รพ. อย่างไรก็ตาม สปสช.ได้พยายามขยายสัญญาเพื่อลดผลกระทบทั้ง 9 รพ. ซึ่งจะเป็นผลดีในช่วงเปลี่ยนผ่านให้กับประชาชน สำหรับในขณะนี้ผู้ป่วยสามารถไปรับการรักษาได้ทุกแห่ง รวมถึงผู้ป่วยในสามารถไปรับการรักษาที่ รพ.ใดก็ได้หากจำเป็นต้อง Admit และหากไปแล้ว รพ.ไม่รับ ก็สามารถติดต่อมารับบริการกับ รพ.สังกัด กทม.ได้ทุกแห่ง หรือจะเลือกไปลงทะเบียนกับคลินิกอบอุ่น หรือ ศบส.ของ กทม.ที่เปิดรับก็ได้” นายสุขสันต์กล่าว

ขณะที่ นางดวงพร ปิณจีเสคิกุล รองผู้อำนวยการสำนักอนามัย กทม. ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลประชาชนในมิติของปฐมภูมิว่า ศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่ง และคลินิกอบอุ่นของ กทม. จะได้เร่งซักซ้อมทำความเข้าใจเพื่อให้สามารถลดผลกระทบกับประชาชน รวมทั้งลดขั้นตอนการคัดกรองเพื่อลดระยะเวลาการรอคอย และหากจำเป็นต้องส่งต่อ ได้ประสานเพื่อส่งต่อโรงพยาบาลได้ทุกสังกัด ดำเนินการเพิ่มห้องตรวจและจุดตรวจเพิ่มขึ้น และจัดสรรแพทย์จากศูนย์ที่ไม่ได้ผลกระทบไปยังศูนย์ที่มีผู้รับบริการมากขึ้น รวมถึงเพิ่มอัตราเจ้าหน้าที่ในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน และเพิ่มระยะเวลาในการเปิดให้บริการนอกเวลาให้มากขึ้น
นอกจากนี้ จะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ทราบว่า คลินิกและศูนย์ของ กทม.จุดใดที่ยังคงสามารถรับผู้ป่วยได้อีก เพื่อให้ประชาชนที่ยังได้ลงทะเบียนในจุดที่สะดวกที่สุด


