‘หมอจิ๋ว’ปลัดสธ.ป้ายแดง เดินหน้า5นโยบาย นำสุขภาพขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

3.10.22 | 10:37 น.
‘หมอจิ๋ว’ปลัดสธ.ป้ายแดง เดินหน้า5นโยบาย นำสุขภาพขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

‘หมอจิ๋ว’ปลัดสธ.ป้ายแดง
เดินหน้า5นโยบาย
นำสุขภาพขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

หมายเหตุ – นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ หรือ “หมอจิ๋ว”ให้สัมภาษณ์พิเศษมติชนในการเข้าดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงสาธารณสุขคนใหม่


ผมเป็นปลัด สธ. คนที่ 3 ในสมัยของท่าน อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ สธ. โดยเข้ามาดำรงตำแหน่งปลัด สธ.ในช่วงการเปลี่ยนผ่านโรคโควิด-19 จากโรคติดต่ออันตราย เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ดังนั้น นโยบายการบริหารงาน สธ. นับจากนี้ หลักสำคัญคือ การทบทวนว่า ณ ขณะนี้ ประเทศไทยอยู่จุดใด

วันนี้ไทยมีประชากรกว่า 70 ล้านคน เมื่อเทียบสัดส่วนสังคมโลกกว่า 7,000 ล้านคน ไทยจึงถือเป็น 1% ของโลก ฉะนั้น ผลที่กระทบทั่วโลก ย่อมเกิดกับประเทศไทยด้วย ขณะเดียวกัน ปัญหาที่กระทบต่อสุขภาพคนไทยในภาพรวม เช่น 1.ปัญหาโครงสร้างประชากรได้เปลี่ยนจากเดิมที่มีคนวัยทำงานมาก ปัจจุบันก็จะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุที่มาเร็วขึ้น โดยปัญหาที่เราเผชิญขณะนี้ คือ เด็กเกิดน้อย โดยปี 2564 อัตราเกิดลดเหลือเพียง 5 แสนคนต่อปี จากที่เคยสูงกว่า 1 ล้านคน

2.ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม 3.สภาพสังคมทั่วโลกที่เริ่มเห็นภาพของสงครามเกิดขึ้น นอกจากนั้น บริบทสังคมไทยยุคต่อไป คนจะอยู่ในสังคมเมืองกว่าชนบท ฉะนั้น ไลฟ์สไตล์ ที่เปลี่ยนไป ก็มีผลเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นโจทย์ที่กระทบต่อระบบสุขภาพประชาชน

Advertisement

สิ่งที่จะเกิดขึ้นในช่วงแรกคือการกระจายอำนาจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม เป็นต้นไป สธ.เห็นด้วยกับหลักการกระจายอำนาจ แต่ประสบการณ์จัดบริการด้านสาธารณสุขของท้องถิ่นยังไม่มากนัก คาดว่าจะพบปัญหาหลายส่วน โดยเฉพาะขั้นตอน กฎระเบียบต่างๆ เราก็จะพยายามช่วยเหลือ สนับสนุนให้เกิดความราบรื่นในระยะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายโอนคน งบประมาณที่ได้รับการแปรญัตติจากสภาผู้แทนราษฎร เช่น เงินเดือน งบประมาณดำเนินการที่ได้รับจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ก็จะให้ถ่ายโอนไปโดยตรง ไม่ต้องผ่านที่ สธ. ทรัพย์สินเวชภัณฑ์ ก็จะถ่ายโอนให้ทั้งหมด

หากประชาชนมีปัญหาในการรับบริการ สธ.ยินดีที่จะช่วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แก้ไขปัญหา เช่น การนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ไปสนับสนุนจัดบริการ

ทั้งนี้ ได้ลงนามมอบอำนาจให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) เป็นผู้แทนลงนามถ่ายโอน รพ.สต.ไปยัง อบจ.ที่เป็นผู้รับถ่ายโอน โดยจะมี 49 จังหวัด กว่า 3,000 รพ.สต. ข้าราชการราว 1.2 หมื่นคน พนักงานลูกจ้างอีกประมาณ 9,000 คน พร้อมสั่งการตั้งศูนย์ติดตาม กำกับการถ่ายโอนให้เป็นไปด้วยความราบรื่น ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการบริการประชาชน

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการ สธ.มีนโยบาย Health for Wealth หรือ คนไทยสุขภาพดี เศรษฐกิจมั่งคั่ง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์โควิด-19 ที่ทั่วโลกและไทยผ่านการระบาดใหญ่ (Pandemic) มาแล้ว ซึ่งปัญหาถัดไปคือเศรษฐกิจเราจึงต้องสนับสนุนในเรื่องนี้

แม้รัฐบาลจัดให้ สธ.อยู่ในกลุ่มงานสังคมทำงานเพื่อดูแลประชาชน ไม่ต้องหารายได้ แต่รัฐมนตรีว่าการ สธ.ให้แนวทางว่า เรื่องของสุขภาพจะเป็นสิ่งสร้างความมั่งคั่งด้านสุขภาพร่างกายที่ดี ทำให้ระบบสาธารณสุขสร้างรายได้ให้ประเทศทั้งกำลังสุขภาพกายและใจให้ประชาชน

ดังนั้น นโยบายหลักของ สธ. อันดับแรก สืบสานโครงการพระราชดำริในพระบรมวงศานุวงศ์ ตามด้วยการดำเนินตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการ สธ. ทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ด้านที่ 1 ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะนโยบาย 3 หมอ ด้านที่ 2 ยกระดับการเสริมสร้างสุขภาพเพื่อคนไทยแข็งแรง ด้านที่ 3 ผู้สูงอายุต้องได้รับการดูแลอย่างเป็นระบบและทั่วถึง ด้านที่ 4 นำสุขภาพขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และด้านที่ 5 ข้อมูลสุขภาพเป็นของประชาชน เพื่อประชาชน

สำนักงานปลัด สธ.รับนโยบาย 5 ด้าน มาแปลงไปสู่ภาคปฏิบัติ จากเหตุการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา เราพบว่า การขับเคลื่อนประเทศต้องอาศัย 4P ที่จะเป็นคีย์หลักสำคัญในการบริหารจัดการเรื่องสุขภาพในอนาคต คือ Policy-นโยบายที่ชัด Public Health-ระบบสาธารณสุข People-ประชาชน และ Partnerships-ความร่วมมือทั้งในและนอกประเทศ

ผมได้แปลง 4P ออกมาเป็นการทำงาน โดยยึดหลัก 4T คือ 1.Trust-ความเชื่อมั่น โดยบุคลากรด้านสาธารณสุขต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ให้กับผู้บริหาร ผู้กำหนดนโยบาย เพื่อนร่วมงาน และสื่อมวลชนทั้งในและนอกประเทศ 2.Teamwork-ทำงานเป็นทีม อย่างสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ความขัดแย้งภายในกระทรวงน้อยมากเมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน นี่จึงเป็นจุดแข็งของเรา เมื่อหมดยุค
โควิด-19 เราก็จะเน้นเรื่องการเข้าถึงประชาชนตั้งแต่ระดับจังหวัดไปถึงท้องถิ่น

3.Technology-เทคโนโลยี ซึ่งจะสอดคล้องกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการ สธ. ที่ต้องการให้ข้อมูลสุขภาพเป็นของประชาชน ยกระดับสุขภาพนโยบาย 3 หมอ เพื่อขยายศักยภาพจากเดิมที่เป็นการแพทย์ทางไกลดูแลผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล (Telemedicine) ให้กว้างขึ้น เนื่องจากยุคนี้การใช้เทเลเมดิซีนถือว่าธรรมดามาก เพราะเครื่องมือสื่อสารปัจจุบันทำงานได้มาก เราจึงต้องให้โรงพยาบาล (รพ.) มีพื้นฐานเทคโนโลยีเพียงพอ เพื่อนำไปสู่ภาคบริการประชาชนให้ได้ โดยจะมีการตั้ง “กลุ่มดิจิทัลทางการแพทย์” ซึ่งจะครอบคลุมประชาชนทุกคน โดยเฉพาะคนเมืองให้ได้รับความสะดวกสบายในการรับบริการจากที่บ้าน เพื่อลดความแออัดใน รพ.เขตเมืองให้มากที่สุด

นอกจากนั้น เราต้องดูถึงเทคโนโลยีในอนาคต ซึ่งจะมี 2 อย่างที่สำคัญ คือ ดิจิทัล และไบโอเทคโนโลยี (Bio Technology) ในช่วงโควิด-19 มีจะการใช้วัคซีนแพลตฟอร์ม mRNA ที่ทำจากเทคโนโลยีการนำสารพันธุกรรมมาเคลือบเชื้อไวรัสเข้าไปในไขมัน นำเข้าสู่เซลล์ ที่เดิมพัฒนาเพื่อรักษาโรคมะเร็ง ให้ยาเข้าสู่เซลล์มะเร็งโดยตรง ดังนั้น เทคโนโลยีในอนาคตก็จะไปไกล เราต้องตามให้ทัน และนำมาใช้ให้มากขึ้น ซึ่งไทยได้เริ่มโครงการจีโนมิกส์ประเทศไทย (Genomics Thailand) ให้สอดรับกับการพัฒนาด้านเทคโนโลยีต่างๆ

4.Target-เป้าหมายตามนโยบาย ทั้งเรื่องการให้ประชาชนเข้าถึงระบบสุขภาพมากขึ้น การใช้เทคโนโลยีอย่างไร้รอยต่อ การสื่อสารต่อประชาชน การปรับบริการเพื่อผู้สูงอายุ ซึ่งจะไม่ใช่แค่ดูแลรักษา เพราะประชาชนช่วงวัย 60-70 ปี หลายคนยังมีศักยภาพในการทำงาน เราจึงต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรให้คนช่วงวัยนี้ สามารถทำงานที่เหมาะสม และดูแลตนเองได้

ขณะที่นโยบายทางเศรษฐกิจ ต้องผลักดันเรื่องศูนย์กลางบริการทางการแพทย์ (Medical Service Hub) โดยจะมี 2 หมุดหมาย คือ 1.ภาครัฐสนับสนุนภาคเอกชน และ 2.การสนับสนุนนิทรรศการสุขภาพ (Health Expo) หาก สธ.ได้เป็นเจ้าภาพจัดเฮลธ์ เอ็กซ์โป ที่ จ.ภูเก็ต จะมีการสร้างศูนย์เมดิคัลฮับภูเก็ต ขณะเดียวกัน ก็ต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพในพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

สธ.มีบุคลากรประมาณ 3-4 แสนคน มี รพ.กว่า 1,000 แห่ง แต่ละวันมีการเข้ารับบริการของประชาชนกว่าล้านครั้ง ใน 1 ปี ดูแลผู้ป่วยนอกเป็นร้อยล้านครั้ง จึงเป็นจุดสำคัญในการสื่อสาร ให้การบริการสร้างความน่าเชื่อถือมากขึ้น ข้อมูลต่างๆ ที่ประชาชนอยากรู้ เราต้องมีการสื่อสารให้ครบถ้วน

ด้านการพัฒนาสุขภาพและเศรษฐกิจ ยกระดับเพื่อสร้างสุขภาพ ช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ให้โอกาส สธ.บรรจุข้าราชการ 4.5 หมื่นอัตรา ซึ่งเป็นการช่วยระบบโครงสร้างสาธารณสุขได้อย่างมาก แม้จะยังได้รับการบรรจุไม่ครบ แต่เชื่อว่าใน 2-3 ปี ตัวเลขของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะไม่มีปัญหาเหมือนก่อนหน้านี้ที่มีการเรียกร้องอยู่เนืองๆ เพื่อให้มีการบรรจุข้าราชการประจำ

ขณะที่ ปัจจุบันระบบการเงินของ รพ.ในสังกัด สธ.มีความเข้มแข็งขึ้น จากเดิมเงินบำรุงรายปีมีเพียง 3 หมื่นล้านบาท ติดปัญหาการเงินระดับ 7 อยู่หลายแห่ง แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว พร้อมมีเงินบำรุงเพิ่มเป็นหมื่นล้านบาท แต่เราต้องนำมาใช้หนี้ก่อน ไม่ว่าจะหนี้ค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ หนี้ค่ายา แล้วหักลบอีกครั้งว่า มีเงินจริงๆ เหลืออยู่เท่าไร จากนั้นก็นำมาลงทุน วางแผนการเงินใหม่ ฉะนั้น เงินบำรุงที่มีต้องนำมาพัฒนา รพ. สอดคล้องกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการ สธ.ที่ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในการจ้างงาน สร้าง ซ่อมแซม และบำรุง

วันนี้ได้ให้นโยบายทุก รพ.ว่า คำนวณเงินให้ดี จ่ายหนี้ให้ครบ จากนั้นนำเงินบำรุงที่มีในมือไปสร้างขวัญกำลังใจให้คนทำงาน โดยเฉพาะ รพ.ชุมชนขนาดเล็ก ที่บ้านพักบุคลากรทรุดโทรม จึงเป็นช่วงที่ดีที่ต้องมีการก่อสร้าง ซ่อมแซมเพื่อให้เกิดความปลอดภัย ซึ่งตรงนี้แต่ละแห่งคาดว่าใช้เงินไม่เกิน 10 ล้านบาท

ขณะที่ ปัญหา รพ.ในเมืองที่แออัด ไม่มีที่จอดรถ ต้องนำเงินบำรุงมาดูแลส่วนนี้ หาพื้นที่สร้างอาคารจอดรถ เพื่อลดผลกระทบของพี่น้องประชาชน รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบอินเตอร์เน็ต

อีกเรื่องที่สำคัญคือ การอนุรักษ์ธรรมชาติและพลังงาน ก็จะมีนโยบายติดโซลาร์ รูฟท็อป (Solar Rooftop) ตามที่คำนวณค่าใช้จ่ายคร่าวๆ ประมาณล้านต้นๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์ด้านการอนุรักษ์พลังงาน ลดโลกร้อน และประหยัดค่าใช้จ่ายของ รพ.ในเรื่องค่าใช้จ่ายไปได้ ไปจนถึงการกำจัดน้ำเสีย

ส่วนด้านการพัฒนาสมุนไพร ก็ยังเดินหน้าต่อไปในนโยบายกัญชาทางการแพทย์ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง ยืนยันว่า “กัญชา” มีประโยชน์ในทางการแพทย์โดยเฉพาะเรื่องการรักษาโรคต่างๆ มีข้อมูลวิชาการ

ทั้งนี้ มองว่าทุกเรื่องมีข้อดีและเสีย แต่เราไม่ควรยกแต่ข้อเสียมาแล้วละเลยข้อที่ดี อย่างเช่นข้อดีกัญชาทางการแพทย์ ก็ต้องเร่งเอาความรู้ต่างๆ ที่มีมาสร้างโอกาส หาความรู้ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ที่มีอยู่ ส่วนที่เป็นโทษ ต้องมีการควบคุมกำกับให้ชัดเจน

หลักในการทำงานคือ ทำอย่างไรให้เกิดประสิทธิผล ในตำแหน่ง ปลัด สธ. ตลอดวาระ 3 ปี ไปจนถึงปี 2568 ต้องยึดหลักคิด “ทำทันที ทำต่อเนื่อง ทำและพัฒนา” ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา รพ. การดำเนินการตั้งกลุ่มดิจิทัลทางการแพทย์ก็ต้องทำทันที ซึ่งบางเรื่องก็จะสำเร็จได้เร็ว บางเรื่องสำเร็จได้ช้า แต่เชื่อว่า 3 ปีของการทำงาน น่าจะเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้ โดยเฉพาะด้านสิ่งก่อสร้างพื้นฐาน เรื่องดิจิทัลที่ต้องเป็นรูปธรรม

รวมถึงการปรับระบบ รพ.จากที่ใช้มือเขียนใส่กระดาษ ก็ต้องนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด