เมื่อเวลา 09.30 น. 14 พฤศจิกายน ที่บริเวณ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนคร ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการแจกหนังสือ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” และ “99 พระบรมราโชวาท น้อมนำราษฎร์ร่มเย็นเป็นสุขศานต์” ที่จัดพิมพ์โดยกระทรวงวัฒนธรรม ได้มีประชาชนเดินทางมามาตั้งแถวรอรับหนังสือทั้งสองเล่มเป็นจำนวนมาก จนทำให้ทางเจ้าหน้าที่กระทรวงฯ ได้เปิดให้ประชาชนส่วนหนึ่งเข้าไปรับหนังสือในช่วง 10.00-12.00 น. เนื่องจากแถวได้ล้นผ่านหน้าโรงละครแห่งชาติ โดยช่วงนี้แจกหนังสือไปจำนวน 17,000 เล่ม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในเวลาต่อมาประชาชนได้ทยอยเดินทางกันได้ยาวจนทบกันได้สามรอบ บริเวณกลางแถวยาวไปจนถึงบริเวณสะพานพระปิ่นเกล้า ส่วนหางแถวได้ยาวจนวนกลับมาใกล้กับโรงละครแห่งชาติ และยังคงมีประชาชนมาต่อแถวเรื่อยๆ ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งของประตูทางเข้าได้มีการตั้งแถวอีกด้านไปยังฝั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ต่อมาเวลา 13.30 ที่เต้นท์กระทรวงวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ได้มีการจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวหนังสือ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” และ “99 พระบรมราโชวาท น้อมนำราษฎร์ร่มเย็นเป็นสุขศานต์” โดยมี นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการออมสิน พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม และคณะผู้จัดทำหนังสือร่วมกันแถลงข่าว ท่ามกลางสื่อมวลชนและประชาชนเป็นจำนวนมาก
ด้าน นายวีระ กล่าวว่า สำหรับหนังสือทั้งสองเล่ม ถือ เป็นดำริของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หนังสือ 99 พระบรมราโชวาท น้อมนำราษฎร์ร่มเย็นเป็นสุขศานต์ เป็นการคัดเลือกพระราชดำรัส และพระบรมราโชวาท ที่ได้ทรงประทานในพระราชวโรกาสต่างๆ โดยรายละเอียดจะแบ่งเป็นหมวดต่างๆ อาทิ รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์,ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน มีอุดมการณ์,รักษาวัฒนธรรมประเพณี,คำนึกถึงผลประโยชน์ส่วนรวมและประเทศชาติ เป็นต้น รวมถึงเชิญพระปฐมบรมราชโองการ บรมราชาภิเษก 5 พฤษภาคม 2493 รวมรวมเอาไว้ในหนังสือเล่มนี้ด้วย โดยได้จัดทำในขนาดที่สามารถพกพาได้ ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าหากนำไปประพฤติปฏิบัติ จะเป็นสิริมงคลและยังประโยชน์ให้แก่ตนเองและส่วนรวม ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ไม่ไกลตัวและสามารถที่จะปฏิบัติได้
“ส่วนหนังสือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะเป็นหนังสือรวบรวมภาพสี และขาวดำ โดยได้จัดหมวดหมู่ แบ่งเป็นพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจ ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ โดยได้คัดเลือกภาพต่างๆ มาจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ โดยภาพแต่ละอาจเป็นภาพที่หลายคนไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งเนื้อหาในหนังสือจะจัดทำให้มีเนื้อหาที่อ่านง่าย เข้าใจง่าย อ่านแล้วสามารถนำไปตอบคำถามแก่ชาวต่างชาติได้ว่าทำไมคนไทยถึงรักในหลวง ซึ่งก็เป็นเพราะพระราชกรณียกิจของพระองค์ได้น้อมนำความเจริญ และความผาสุขแก่ประชาชนชาวไทย” นายวีระ กล่าว
นายวีระ กล่าวอีกว่า ในวันนี้ได้เตรียมหนังสือมาแจกประชาชนกว่า 40,000 ชุด โดยเมื่อเช้าได้เห็นประชาชนมารอตั้งแต่ตีสี่ พอเจ็ดโมงมาเช้าก็เริ่มมาแถวเข้าคิดที่บริเวณด้านหน้า คิวยาวไปจนถึงหน้าโรงละคร ดังนั้นจากกำหนดการที่กำหนดไว้บ่ายโมงครึ่ง จึงได้แจกส่วนหนึ่งก่อนไปก่อน 17,000 ชุด ส่วนในช่วงบ่ายจะแจกในส่วนที่เหลือให้หมด ส่วนคนที่ต่อแถวแล้วยังไม่ได้รับก็จะรับบัตรคิวเพื่อมารับในวันพรุ่งนี้ โดยในวันพรุ่งนี้จะแจกเพิ่มอีก 40,000 ชุด และเตรียมสั่งพิมพ์เพิ่มเป็นที่เรียบร้อย ส่วนประชาชนที่อยู่ในต่างจังหวัดขอให้อดใจรอ เพราะกระทรวงวัฒนธรรมได้เตรียมจัดพิมพ์เพิ่มเติมและนำไปแจกที่ต่างจังหวัดด้วย
ขณะที่ นายชาติชาย กล่าวว่า เมื่อทราบข่าวว่ากระทรวงวัฒนธรรมจะจัดพิมพ์หนังสือจำนวนหนึ่งล้านเล่มเพื่อมอบให้แก่ประชาชน จึงถือเป็นโอกาสที่ธนาคารออมสินได้สนับสนุนจัดพิมพ์เป็นเงินจำนวน 5 ล้านบาท เพื่อเป็นการเผื่อแพร่พระเกียรติคุณของพระองค์อีกทางหนึ่ง ส่วนตัวเชื่อว่าพระราชดำรัสในหนังสือจะเป็นดั่งเข็มทิศให้กับประชาชนทุกหมู่เหล่าดำรงชีัวิตอย่างมีความสุข
ด้าน นางสายไหม จบกลศึก อดีตผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อักษรศาสตร์ กรมศิลปากร และ ที่ปรึกษา เลขาธิการพระราชวัง หนึ่งคณะผู้เขียนหนังสือ กล่าวว่า ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ทำหนังสือลุล่วง และเป็นที่ต้องการของประชาชนทุกท่าน โดยเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้จะสามารถเก็บได้อย่างยาวนาน เมื่อเราเปิดเราได้อ่านก็เท่ากับว่าเราได้นำเอาความรู้สึกที่มีในหัวใจ ซึมซับเอาพระราชกรณียกิจทั้งหลายที่ท่นได้ทำเพื่อชาวไทยตลอด 70 ปี เหมือนกับพระองค์จะทรงอยู่ในหัวใจของเราเสมอ จึงหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อชาวไทยทุกคน

โดยประชาชนที่ได้รับหนังสือต่างมีท่าทีที่ยิ้มแย้มและตื้นตันใจ นางสาวเกวลี บัวพวงชน และ นางสาวปนัดดา อางมังกร นักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยบูรพาที่มารอรับหนังสือ กล่าวว่า หลังจากที่ทราบว่าจะมีการแจกหนังสือทั้งสองเล่มผ่านทางโซเซียลมีเดีย จึงได้นั่งรถตู้มาจากบางแสนเพื่อมารอรับหนังสือโดยทันที โดยอยากได้หนังสือเป็นที่ระลึกว่าเคยเกิดมาในสมัยรัชกาลที่ 9 และน้อมนำเอาพระราชดำรัสมาใช้ในการดำเนินชีวิต โดยสิ่งที่เห็นและอยากนำมาใช้ คือ การอดออมและดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง รวมไปถึงการเสียสละตนเองเพื่อทำงานรับใช้สังคม เหมือนเช่นที่พระองค์ท่านได้ทำงานเพื่อประชาชนชาวไทยมาตลอดชีวิตของท่าน



