เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 5 ตุลาคม ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง ผศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ นายเจษฎา จันทรประภา รองผู้อำนวยการสำนักระบายน้ำ แถลงสถานการณ์รับมือน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ
นายเจษฎากล่าวรายงานสถานการณ์น้ำว่า การระบายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา อยู่ในอัตรา 2,697 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนสถานีบางไทร น้ำไหลผ่าน 3,100 ลบ.ม./วินาที โดยกรมชลประทานจะเริ่มผลักดันน้ำไปทิศตะวันตกมากขึ้น ส่วนสถานการณ์น้ำในเขื่อน 4 เขื่อนหลักยังรับได้ แต่น้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เกินความจุ 106% แล้ว ซึ่งจะต้องระบายน้ำผ่านกรุงเทพมหานคร ขณะที่น้ำทะเลหนุนสูงสุดในวันนี้ เวลา 18.03 น. ฐานน้ำ +1.10 เมตร โดยเดือนนี้น้ำทะเลจะหนุนสูงสุดในวันที่ 8 ตุลาคม ฐานน้ำ +2.20 ถึง 2.30 เมตร
นายเจษฎากล่าวว่า สำหรับปริมาณฝนสะสมตลอดปี 2565 อยู่ที่ 1,979 มิลลิเมตร ส่วนปริมาณฝนสะสมในเดือนกันยายน อยู่ที่ 801 มิลลิเมตร ปริมาณสะสมในเดือนตุลาคม อยู่ที่ 60 มิลลิเมตร โดย กทม.เตรียมแผนรับมือน้ำเหนือและน้ำฝนไว้แล้ว จัดเรียงกระสอบทรายอุดจุดฟันหลอ 76 จุด อาทิ ท่าเรือเทเวศร์ ถนนทรงวาด ท่าราชวรดิฐ เพิ่มประสิทธิภาพ ทำแผนบังคับน้ำปรับทางน้ำไหลที่คลองบางซื่อ คลองชวดใหญ่ตัดคลองลาดพร้าว ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ และบังคับน้ำปรับทิศทางน้ำไหลบริเวณคลองบางเขนจุดตัดคลองเปรมประชากร ที่วัดเทวกุญชร ติดตั้งเครื่องสูบน้ำไฮดรอลิก 30 นิ้ว จำนวน 2 ตัว ส่วนที่สถานีสูบน้ำพระโขนง แม้ว่าจะมีเครื่องสูบน้ำ 155 ลบ.ม./วินาที ได้มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำไฮดรอลิกเพิ่ม 5 เครื่อง เพื่อช่วยระบายน้ำคลองแสนแสบและคลองประเวศบุรีรมย์
นายเจษฎากล่าวว่า กทม.มีการประสานงานกับกรมชลประทานต่อเนื่อง มีการสูบน้ำขึ้นทางเหนือ เพื่อช่วยเขตดอนเมือง จากคลองเปรมประชากรฝั่งใต้ สูบน้ำออกทางคลองรังสิตประยูรศักดิ์ ส่วนด้านกรุงเทพฯ ตะวันออก ช่วยสูบน้ำออกจากคลองหกวาสายล่าง คลองประเวศบุรีรมย์ ออกไปทางแม่น้ำบางปะกง ส่วนกรุงเทพฯฝั่งตะวันตก มีการระบายน้ำออกไปทาง อ.กระทุ่มแบน อ.มหาชัย จ.สมุทรสาคร
นายเจษฎากล่าวว่า ด้านการสนับสนุนเครื่องผลักดันน้ำ จากกองทัพเรือ 18 เครื่อง กองบัญชาการทหารพัฒนา 3 เครื่อง กรมชลประทาน 4 เครื่อง และภาคเอกชน จากครอบครัวขนส่ง 12 เครื่อง ส่วนเครื่องสูบน้ำ จาก ปภ. 20 เครื่อง กรมทรัพยากรน้ำ 5 เครื่อง กรมชลประทาน 7 เครื่อง ส่วนการประสานงานเตือนภัย กทม.ใช้ศูนย์พระรามเป็นเครือข่ายสื่อสารหลัก เพื่อแจ้งเตือนให้สำนักงานเขต สำนักการระบายน้ำ สำนักการโยธา ศูนย์เอราวัณ สภากาชาด รวมถึงขอให้ช่วยเฝ้าระวังรถที่จอดชั้นใต้ดิน กรณีที่เกิดไฟดับ หรือเครื่องสูบน้ำเสียหาย
“เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาที่เกิดฝนตกหนัก เนื่องมาจากมีแนวร่องมรสุมอยู่กลางกรุงเทพฯ จึงทำให้ฝนตกหนักมากกว่า 100 มม. แต่วันนี้พยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา แนวร่องมรสุมนั้นหายไป เนื่องจากลมหนาวพัดลงมา หากให้คาดการณ์น่าจะเป็นบริเวณเขตด้านใต้ของกรุงเทพฯได้แก่ เขตบางนา บางขุนเทียน ลาดกระบัง และประเวศ อาจมีฝนตกหนักเกิน 100 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง หรือฝนอาจตกทั่วกรุงเทพมหานคร จึงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง
ส่วนกรณีที่เคยเกิดเหตุน้ำล้นเกินกระสอบทรายในพื้นที่กรุงเทพฯ เมื่อปีที่ผ่านมา ทางสำนักระบายน้ำได้นำมาเป็นประสบการณ์ และเสริมกระสอบทรายให้หนาและแข็งแรงขึ้น ส่วนการเสริมกระสอบทรายตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยา จากจุดรอยต่อ จ.นนทบุรีจนถึงรอยต่อ จ.สมุทรปราการ เสริมขึ้นไปสูงสุดจากเดิม +2.60 เมตรระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) ตลอดความยาว 3 กิโลเมตร” นายเจษฎากล่าว
เมื่อถามว่า น้ำเหนือที่มีการคาดการณ์ว่าจะอยู่ในอัตรา 4,000 ลบ.ม./วินาที นั้น นายเจษฎากล่าวว่า คงไม่น่าจะเป็นไปได้ โดยทางกรมชลประทานจะเป็นคนบริหาร เบี่ยงน้ำไปทางซ้ายทางขวา ส่วนกรุงเทพฯได้เตรียมกระสอบทราย 2 ล้านใบ อุดแนวฟันหลอครบแล้ว ห่วงเพียงน้ำฝนที่จะกระทบกับประชาชน

