‘ส.ก.ยานนาวา’ ชำแหละกลนายทุน อดคิดไม่ได้ เปลี่ยนแบบภาษี ‘รีดเลือดกับปู’? จ่ายไม่ไหวไล่ ให้เป๋าหนากว้านซื้อ?

5.10.22 | 14:59 น.

‘ส.ก.ยานนาวา’ ชำแหละกลนายทุน อดคิดไม่ได้ เปลี่ยนแบบภาษีเพื่อ ‘รีดเลือดกับปู’ ? คนจนรับเคราะห์ จ่ายไม่ไหวไล่ที่ ให้เป๋าหนากว้านซื้อ ? – แนะตั้ง กก.เจาะลึก รายได้ กทม.หดหาย 10,290 ล้าน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 5 ตุลาคม ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่ 4 (ครั้งที่ 1) ประจำปีพุทธศักราช 2565

อ่านข่าว : ส.ก.ธนบุรี โอด ปชช.ขาดรายได้ ‘ทางเดินริมน้ำ’ เสร็จตอนไหน? ‘วิศณุ’ ลุกแจงเร่งอยู่ ก.พ.66 เสร็จแน่

‘ชัชชาติ’ นั่งสภา กทม.ถกประเด็นเดือด หาช่องจัดการนายทุน ‘แสร้งปลูกกล้วย’ หลบภาษี

ในตอนหนึ่ง นายพุทธิพัชร์ ธันยาธรรมนนท์ ส.ก.เขตยานนาวา พรรคก้าวไกล เสนอญัตติต่อที่ประชุมสภา กทม. เรื่อง ขอให้สภากรุงเทพมหานครตั้งคณะกรรมการวิสามัญเพื่อศึกษาปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในทางปฏิบัติ ที่นายทุนมีช่องว่างหลบเลี่ยง ในขณะที่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยได้รับความเดือดร้อน

นายพุทธิพัชร์กล่าวว่า สืบเนื่อง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ได้ถูกนำมาใช้แทน พ.ร.บ.ภาษีที่ดินโรงเรือนและภาษีประมงท้องที่ โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2562 และเริ่มมีการจัดเก็บภาษีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป ซึ่งการจัดเก็บพบปัญหาในทางปฏิบัติ ที่นอกจากทำให้การจัดเก็บภาษีต่ำกว่ามาตรฐานแล้ว ยังพบความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนอีกมากมาย โดยในปี พ.ศ.2562 เป็นปีสุดท้ายที่มีการจัดเก็บภาษีโรงเรือน ภาษีที่ดิน และภาษีประมงท้องที่ ปีดังกล่าวสามารถจัดเก็บภาษีได้ประมาณ 15,000 ล้านบาท และคาดว่าเมื่อมีการเปลี่ยนเป็นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแล้ว จะสามารถจัดเก็บภาษีที่รกร้าง ได้เพิ่มขึ้นจากผู้ถือครองโดยนายทุนอสังหาริมทรัพย์ แต่ไม่ได้เป็นการใช้ให้เกิดประโยชน์ดังกล่าว

Advertisement

“ปี 2564 มีการจัดเก็บภาษีที่ดินในอัตราร้อยละ 10 พบว่า การจัดเก็บภาษีที่ดินทั้งหมดได้ 1,800 ล้านบาท คาดว่าในปีถัดมา 2566 นั้น การประมาณการควรจะเป็น 18,000 ล้านบาท แต่กรุงเทพมหานครกลับตั้งประมาณการไว้เพียง 7,700 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าความเป็นจริงอยู่ 10,290 ล้านบาท สาเหตุเชื่อว่าเกิดจากการที่นายทุนอสังหาริมทรัพย์ใช้ช่องว่างทางกฎหมายแบ่งซอยที่ดินเป็นเส้น เพื่อให้ที่ดินมีหน้ากว้างแคบลง และราคาประเมินต่ำลง หรือถ่ายโอนให้ผู้ถือครองบริษัทลูก รวมทั้งนำพืชล้มลุกมาปลูก ไม่ว่าจะเป็น กล้วย มะนาว เพื่ออ้างว่าเป็นที่ดินเกษตรกรรม ทั้งที่ดินดังกล่าวอยู่ในผังเมืองพาณิชย์ซึ่งไม่เหมาะสมต่อการทำเกษตรกรรม พฤติกรรมเหล่านี้นับว่า กทม. จัดเก็บภาษีที่ดินได้น้อยลง ส่งผลต่องบประมาณการแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน และการพัฒนาเมืองอย่างจำกัดมากขึ้นเรื่อยๆ”

“นอกจากการหลบเลี่ยงภาษีของนายทุนอสังหาริมทรัพย์แล้ว ยังพบว่าปัญหาความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับประชาชนทั่วไป และประชาชนที่มีรายได้น้อย โดยเฉพาะประชาชนในชุมชนที่เช่าที่ดินจากวัด หรือมูลนิธิต่างๆ ไม่คิดค่าเช่าในอัตราสูงนัก ด้วยความที่เป็นการเช่าที่ดินแปลงใหญ่ และชุมชนจัดสรรกันเองผ่านกลไกสหกรณ์ เมื่อคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแล้ว พบว่าที่ต้องชำระมีมูลค่าสูงมาก ทำให้ประชาผู้มีรายได้น้อยต้องแบกรับภาษีที่เพิ่มขึ้น เป็นการรีดเลือดกับปู นายทุนใหญ่เสียภาษีที่ดินถูกลง แต่คนจนกลับถูกรีดภาษีเพิ่มขึ้น ปัญหาดังกล่าวหากไม่มีการรวบรวมแก้ไขปัญหา ศึกษาปัญหาแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ จะทำให้ความเหลื่อมล้ำใน กทม. มากยิ่งขึ้น

ดังนั้น ขอเสนอญัตติดังกล่าวเพื่อให้สภากรุงเทพมหานครตั้งคณะกรรมการวิสามัญเพื่อศึกษาปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในทางปฏิบัติ ที่นายทุนมีช่องว่างหลบเลี่ยง ในขณะที่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยได้รับความเดือดร้อน ตามข้อบังคับการประชุมสภากรุงเทพมหานครปี พ.ศ.2562 ข้อที่ 86 87 และ 88 ส่วนเหตุผลและรายละเอียดเพิ่มเติมจะชี้แจงที่ประชุมสภากรุงเทพมหานครต่อไป” นายพุทธิพัชร์กล่าว

อย่างไรก็ดี นายพุทธิพัชร์ ธันยาธรรมนนท์ ได้ขอชี้แจงเพิ่มเติมทันทีว่า ตนขออภิปรายรายละเอียดการประกอบเสนอญัตติเพื่อสภากรุงเทพมหานคร และประชาชนจะได้เข้าใจได้ง่ายมากขึ้น รายได้ กทม.ที่จัดเก็บภาษีที่ดินก่อนที่จะมีการประชุมสภากรุงเทพมหานครในวาระอื่นๆ ก่อนหน้านี้ ทีมบริการได้แจ้งว่า มีนโยบายเพื่อที่จะจัดเก็บภาษีที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนต่างดีใจ เพราะสวัสดิภาพ คุณภาพชีวิตของประชาชนจะดีขึ้น

“สุดท้าย ระยะเวลาผ่านมาจนทำให้เกิดเหตุการณ์หนึ่ง เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ภาษีที่ดินขึ้น จึงรวมตัวกันประมาณ 150-200 คน เดินเท้าจากชุมชนวัดช่องนนทรี ไปที่สำนักงานเขตยานนาวา เพื่อขอร้องให้สำนักงานเขตยานนาวาเรียกสำนักพุทธ และกรมธนารักษ์เข้ามาชี้แจง ว่าทำไมปกติจ่ายค่าภาษีที่ดินหนึ่งปี 3,000 บาท 5,000 บาท แต่ครั้งนี้โดน 20,000-30,000-50,000” นายพุทธิพัชร์ระบุ

นายพุทธิพัชร์อธิบายต่อว่า เป็นภาษีใหม่ เพราะภาษีเก่าถูกยกเลิกไปแล้ว ซึ่งการจัดเก็บเพิ่มขึ้นเพราะจะได้พัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนเพิ่มขึ้น เพิ่มสวัสดิการ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งประชาชนเข้าใจว่าผู้บริหารและสภา กทม.จะใช้ภาษีอย่างคุ้มค่า สุดท้ายแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นจากการปรับเปลี่ยนภาษี เห็นได้ชัดเลยว่าการจัดเก็บภาษี จากเดิมที่ควรจะได้ 18,000 ล้าน กลายเป็นว่าลดเป้าจัดเก็บภาษีที่ดินเหลือ 7,710 ล้าน ซึ่งเป็นรายได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น 10,290 ล้าน

“รายได้ส่วนนี้เอื้อประโยชน์ต่อใคร ประชาชนต้องจ่ายภาษีที่ดินมากกว่า เพราะเช่าที่ดินวัด เป็นที่ดินแปลงใหญ่ ซึ่งประชาชนไม่สามารถไปแบ่งแยกที่ดินได้อย่างผู้มีเงินหรือนายทุนต่างๆ อยากฝากให้ไปคิดว่า ‘การเปลี่ยนแบบภาษี เพื่อพี่น้องประชาชน เพื่อคุณกรุงเทพ แต่คนที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือใคร? คือนายทุนบางคนเท่านั้นหรือเปล่า’ ประชาชนเดือดร้อน กทม.เดือดร้อน รายได้ลดลง การจัดเก็บภาษีไม่ได้คุณภาพ ไร้ประสิทธิภาพ ท่านต้องชัดเจน ประชาชนทุกคนเลือกท่าน เชื่อมือท่าน วันนี้ประชาชนได้ฝากผมเข้ามาในสภา กทม. เพื่อให้ท่านได้ทำตามสิ่งที่ท่านได้พูดไว้”

ซึ่งผมคิดว่า ต้องการไล่ที่คนจ่ายภาษีไม่ไหวแล้วให้นายทุนหรือปล่าว? ดังนั้น จึงฝากท่านรองฯ คิด พิจารณาอย่างรอบคอบ ดังตัวเลขที่ได้แจ้ง 10,290 ล้าน เป็นตัวเลขที่มีมูลค่าสูงมาก สังเกตได้เลยว่าคนที่นำไปปลูกพืชเกษตร ปลูกห่างกัน 3 เมตร ซึ่งไม่มีที่ไหนทำกัน ที่ดินในเชิงพาณิชย์ก็ไม่ควรเป็นที่ดินเชิงเกษตร ที่ดินเชิงเกษตรก็ไม่ควรทำเป็นเชิงพาณิชย์ มันไม่ตรงจุด” นายพุทธิพัชร์กล่าว และว่า

ตนย้ำว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรกับใคร แค่หาทางออกให้ที่ดีที่สุด ผลประโยชน์สูงสุดต้องยึดโยงกับประชาชน จึงฝากให้พิจารณาเรื่องนี้ ตั้งคณะกรรมการวิสามัญเข้ามาศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะ