รู้จัก เสืออู๋ ตำนานนักสู้ตัวเล็ก ผู้ปราบ ประยุทธ์ ราบคาบ
วันที่ 6 ตุลาคม เฟชบุ๊ก Thailand Tiger Project DNP โดย กลุ่มนักวิจัยเสือโคร่ง สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ได้โพสต์ เรื่องราวของเสืออู๋ เสือหนุ่มตัวเล็ก แต่มีจิตใจยิ่งใหญ่ของความเป็นนักสู้ นอกจากนี้ เสืออู๋ยังมีพฤติกรรมที่หาได้ยากในความเป็นเสือตัวผู้ นั่นคือ การมีคู่ เพียงแค่ตัวเดียว โดย แอดมินเพจ เล่าเรื่องราว ของเสือตัวนี้ไว้อย่างน้่าสนใจ ว่า
เสืออู๋ นักสู้ผู้มีรักเดียว
เสือหนุ่มที่เขี้ยวขาว ยาว ปลายยังคงความแหลมคม ที่เมื่อแรกเจอกันระหว่างมันกับทีมนักวิจัยในปี 2014 นั้น บ่งบอกได้ว่าชีวิตของมันนั้นเพิ่งเริ่มต้นเข้าสู่วิถีเสือหนุ่มพเนจร ที่ยังไม่อาจคาดเดาถึงความสำเร็จของชีวิตในช่วงเวลาถัดไปได้
“อู๋” ซึ่งเป็นชื่อของเด็กชายที่วิ่งเล่นในป่าเมื่อปิดภาคเรียนและร่วมงานกับพ่อผู้เป็นนักวิจัยในบางเวลา จึงถูกนำมาใช้กับเสือหนุ่มผู้ซึ่งยังไม่รู้ชะตาว่า สุดท้ายจะเป็นเช่นไร เพราะยังไม่มีสัญญาณยืนยันถึงความมั่นคงในการดำเนินชีวิต
อู๋พาร่างกายขนาด 180 กก.ที่มีต้นทางจากพื้นที่ป่าแม่วงก์-คลองลานซึ่งคาดว่าเป็นถิ่นฐานบ้านเกิด เข้ามาในบริเวณพื้นที่หากินของเสือรุ่นใหญ่นาม “อุทิศ” ที่ความเป็นรุ่นใหญ่หาใช้เรื่องของอายุเท่านั้น แต่น้ำหนักก็ต่างกันโขเพราะ อุทิศคงความเป็นรุ่นใหญ่ด้วยน้ำหนักที่มากกว่า 200 กก.
นั่นจึงเป็นเหตุให้เชื่อได้ว่าชะตาชีวิตของอู๋หลังจากเหยียบย่างเข้ามายังถิ่นห้วยขาแข้งครั้งนี้ต้องไม่ได้เรียบง่ายและมีความมั่นคงแน่นอน
ดูเหมือนว่าน้ำหนักที่เป็นรองเจ้าถิ่นนั้นไม่ได้บั่นทอนความพยายามในการช่วงชิงพื้นที่ของอู๋ มันได้แวะเวียนหาจังหวะเพื่อแย่งชิงบางส่วนของพื้นที่บ้านอุทิศอย่างไม่ลดละ เป็นนัยว่าใช้ความสดใหม่ของร่างกายเข้าพิชิตตามสไตล์วัยหนุ่ม ที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง
ทว่า ความสดไม่อาจต้านความเก๋าของรุ่นใหญ่ได้ อู๋ถูกต้อนให้ถอยร่นออกไปทางทิศเหนือพ้นออกไปจากบ้านอุทิศ
เมื่อโดนผลักดันให้เดินหน้าขึ้นเหนือ อู๋จึงได้พบโอกาสในวิกฤติของการเป็นเสือพเนจรครั้งนี้ ในพื้นที่ที่มันถูกต้อนขึ้นไปนั้นเป็นบ้านของ “ประยุทธ์” เสือโคร่งตัวผู้ ผู้ซึ่งอยู่ในวัยจังหวะชีวิตที่หายใจแผ่วเบา ขนาดมวลกล้ามเนื้อที่แตกต่างกันอย่างมาก
เป็นเหตุให้ เจ้าบ้านจำใจเปลี่ยนสถานะตัวเองเป็น เสือจร อีกครั้ง แล้วปล่อยให้เสือหนุ่มนายนั้นเลื่อนสถานะเป็น “เจ้าถิ่น” ที่มีแนวรั้วบ้านติดต่อกับคู่ปรับเก่า อุทิศ
เมื่อเสือจรและแปลกหน้ากลายเป็นเพื่อนบ้านกัน ความผ่อนคลายก็ไม่ได้บังเกิดขึ้น ความสมานฉันท์ก็หามีไม่ ด้วยต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่า พื้นที่ตรงนั้นตรงที่อุทิศครองอยู่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารหลัก วัวแดง ที่เจ้าบ้านนั้นไม่อยากสูญเสียขณะที่เพื่อนบ้านนั้น ความต้องการแบ่งมาครอบครองยังคงเต็มเปี่ยมเพราะว่าพื้นที่บ้านของอู๋นั้นมีขนาดเพียง 70 ตร.กม.
ซึ่งผิดวิสัยของเสือหนุ่มทั่วไปพึงมีพึงครอบครอง การลาดตระเวนแนวชายขอบจึงเกิดขึ้นอย่างเข้มข้น หนักหน่วง ชนิดที่ว่าถ้าเป็นการชกมวย ก็อย่าได้ละสายตาจากคู่ชกเลยทีเดียว
เมื่อมีบ้านอาศัยเป็นหลักแหล่งแล้ว การมีตัวเมียในครอบครองก็ต้องตามมาเป็นลำดับต่อไป “เฌอร่า” เป็นเสือสาวที่เข้ามาเติมความสมบูรณ์ให้ชีวิตอู๋ ให้กลายเป็น ชีวิตคู่ ที่มีความหมายต่อการสืบเชื้อสายและดำรงสายเลือดของมัน ผลของการครองคู่กันจึงได้สมาชิกใหม่ของครอบครัว
สองปีของช่วงเวลานิ่งๆไม่ได้ช่วงชิงอะไรใดๆกับใคร เหมือนเป็นช่วงแห่งความสุขบนความพอเพียงที่รับสภาพได้กับการอยู่กับครอบครัวเพียงครอบครัวเดียว ที่รอให้ถึงวันเวลาที่ลูกของมันได้เติบโตและพร้อมเผชิญโลกด้วยตัวเอง แต่ในห้วงแห่งเวลาของการรอคอยความพร้อมสำหรับช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของลูกๆที่กำลังจะดำเนินมาถึงในไม่ช้านั้น มันยาวนานเกินไปสำหรับ อู๋ ผู้พ่อ
เนื่องจากเสือโคร่ง นรสาร เป็นตัวผู้ที่มีขนาด 185 กก.บุกมาเยี่ยมเยือนถึงใจกลางของบ้านอู๋ผู้ซึ่งในขณะนั้นร่างกายลดขนาดมวลกล้ามเนื้อเหลือเพียง 150 กก. มันจึงต้องจำใจขยับย้าย ละทิ้งบ้านและครอบครัวของตัวเองไปโดยปลายทางใหม่นั้นอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของบ้านเดิม ปล่อยให้ เฌอร่า ประคับประคองชีวิตที่จากคู่กลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องรักษาชีวิตเลือดเนื้อของอู๋แต่เพียงลำพัง
เมื่อมีตัวผู้หน้าใหม่เข้ามาในชีวิตเสือตัวเมียที่ยังคงมีเรือพ่วงค้างคาอยู่ โดยวิถีธรรมชาติของสัตว์ซึ่งเป็นผู้ล่านั้น การกำจัดเรือพ่วงเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ เฌอร่า นั้นรู้ดีแก่ใจ นับจากกวันที่อู๋หายหน้าไปจากบ้านและชีวิต การดำเนินชีวิตของเฌอร่าได้กลายเป็นแม่เสือที่แสดงพฤติกรรมหลงใหล คลั่งใคล้ ตัวผู้หน้าใหม่ ด้วยการตามติด นรสาร ไปในทุกๆที่ ปล่อยให้เรือพ่วงสองลำเผชิญชะตากันลำพัง
จนท้ายที่สุดสายเลือดอู๋ก็หลุดพ้นจากความสนใจและคมเขี้ยวของนรสาร โดย “เป็นสุข” คือหนึ่งในสองของเชื้อพันธุ์ที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่จนเติบใหญ่ในป่ากว้าง
อู๋ ผู้พ่อนั้นเมื่อชีวิตถูกกดดันอีกครั้งมันจึงใช้ชีวิตหากินอยู่ในพื้นที่ข้างเคียงบ้านเดิมของมัน ในขณะที่เวลานั้นก็เคลื่อนผ่านเรื่อยๆ
จนถึงวันหนึ่งของเดือนสิงหาคม 2017 วันที่ร่างกายของมันมาถึงจุดที่ไม่อาจเคลื่อนที่ได้อีกต่อไป โดยสภาพสุดท้ายที่ปรากฏคือ เหมือนจะเดินขึ้นที่ชันแล้วร่างกายหมดแรงไปเฉยๆ คล้ายรถที่เครื่องยนตร์ดับสนิทขณะเคลื่อนขึ้นเขา
นั่นคือวาระสุดท้ายแห่งชีวิต อู๋ ผู้เป็นนักสู้และเป็นตำนานเสือรักเดียวที่ต้องเอ่ยด้วยระลึกถึงอยู่เสมอ ด้วยว่าเวลานั้นยังคงเคลื่อนที่ในขณะที่ลมหายใจของมันนั้นหยุดนิ่งไปแล้ว มันคืออดีตเสือที่นักวิจัยได้รู้จักและศึกษา
#เรื่องเล่าให้เข้าใจเสือ

