รองโฆษก บช.น. เผย ส.ต.อ.อาจยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดช่วงดูงานสืบที่ สน.ลุมพินี พบสมัยสังกัด บช.น.ไม่มีความพร้อมใช้คอมพิวเตอร์ ไม่สามารถทำงานกับเพื่อนได้ เตรียมล้อมคอกตรวจฉี่ถี่ขึ้น ถ้าลาออกพบเอี่ยวยานรกไม่ให้มีปืนส่วนตัว
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 7 ตุลาคม ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ รองผบช.น. ในฐานะรองโฆษก บช.น. เปิดเผยกรณี ส.ต.อ.กราดยิงผู้เสียชีวิต 37 ราย ที่ จ.หนองบัวลำภูว่า อดีตตำรวจดังกล่าวเคยอยู่สังกัดที่ บช.น. ทาง พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. มีความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อญาติของผู้เสียชีวิต ผู้ก่อเหตุเป็นอดีตตำรวจ ขณะเป็นข้าราชการตำรวจสังกัด บช.น. ได้เข้าตรวจสอบตามขั้นตอนปกติว่าเป็นบุคคลผิดหลักเกณฑ์ต้องห้ามหรือไม่โดยส่งฝึกที่ศูนย์อบรมตำรวจภูธรภาค 3 ก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 ทำงานที่ ผบ.หมู่งานป้องกันปราบปราม สน.ยานนาวา แล้วย้ายที่ สน.ลุมพินีฝ่ายสืบสวน วันที่ 24 กรกฎาคม 2560 ก่อนย้ายไป ผบ.หมู่งาน ป.สภ.นาวัง จ.หนองบัวลำภู วันที่ 10 กรกฎาคม 2562 ระหว่างอยู่ที่ บช.น.นั้น ได้ขั้นเพียง 0.5 หรือ 1 และไม่มีความพร้อมในการใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ สุดท้ายขอย้ายกลับ จ.หนองบัวลำภู ระหว่างทำงานไม่สามารถทำงานกับเพื่อนร่วมงานได้ตามปกติและน่าจะมีปัญหาส่วนหนึ่ง
“จากการตรวจสอบสวน ส.ต.อ.ที่ทำงานอยู่นั้น ตั้งแต่เป็น ส.ต.ต.-ส.ต.ท.ไม่ค่อยคุยกับเพื่อนร่วมงานและมีความชื่นชอบในการเล่นอาวุธปืนพกใส่เครื่องแบบ ส่วนที่มีข่าวว่าเสพยาเสพติดตั้งแต่สมัยมัธยมนั้นไม่ทราบ ก็เป็นไปได้อาจจะเกี่ยวข้องกับยาเสพติด แต่ไม่เคยถูกจับกุมและมาสอบเข้ารับราชการก็เป็นไปได้ แต่เป็นไปได้ว่าอาจจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดตอนเป็น ผบ.หมู่งานสืบสวน สน.ลุมพินี โดย พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. ดูแลงานสืบสวนได้สั่งการให้ตรวจสอบกรณีดังกล่าวแล้ว ให้ทุกคนที่ทำงานเกี่ยวกับงานสืบสวนตรวจสอบตำรวจฝ่ายสืบสวนที่มีลักษณะเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ผบช.น.ได้กำชับให้ทุกกองบังคับการที่ผู้ใต้บังคับบัญชาทำงานสืบสวนต้องดำเนินการตรวจสอบ หากมีการหลบเลี่ยงก็จะดำเนินการตรวจสอบข้าราชการตำรวจคนนั้นทันที” รองโฆษก บช.น.กล่าว
พล.ต.ท.นิธิธรกล่าวอีกว่า สำหรับป้องกันการกราดยิงดังกล่าว ทาง บช.น.ได้มีการฝึกการเตรียมความพร้อมทันที หลังได้รับแจ้งเหตุกราดยิง ที่กองบังคับการฝึกอบรมตํารวจกลาง (บก.ฝรก.) บูรณาการกำลังเข้าเผชิญเหตุ บริหารการจัดการเหตุกราดยิง และ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. ดูแลงานป้องกันปราบปราม สั่งการพัฒนาการดำเนินการฝึกอบรมกรณีดังกล่าว ส่วนกรณีผู้เสพยาเสพติดนั้น พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. สั่งการให้ บช.น. ดำเนินการตรวจสอบตามชุมนุมให้นำตัวส่งบำบัดผู้เสพยาเสพติด โดยส่งไปทั้งสิ้น 1,036 ราย จากนั้นต้องทำการติดตามเป็นบุคคลเฝ้าระวัง อาจกลับไปเสพยาคลุ้มคลั่งก็เป็นไปได้ ผกก.ในพื้นที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ ส่วนของการปราบปรามอาวุธปืนนั้น มีการระดมกวาดล้างอาชญากรรมเป็นช่วงๆ มีการดำเนินการปี 2563 จับกุมได้ 687 ราย ปี 2565 จับกุมได้ 930 ราย ซึ่งมีการจับกุมอาวุธเพิ่มมากขึ้น
ส่วนผู้ต้องหารายนี้ออกจากความเป็นตำรวจไปแล้วแต่ยังมีอาวุธปืนอยู่นั้น พล.ต.ต.นิธิธรกล่าวว่า ร้อยละ 90 ตำรวจจะทำเรื่องขอมีอาวุธปืนโดยได้รับการรับรองจากผู้บังคับบัญชา ซึ่งกรณีดังกล่าวอยู่ระหว่างการต้องคดีหรือพ้นสภาพตำรวจแล้วจะต้องยื่นรายชื่อดังกล่าวระงับห้ามใช้ ทั้งนี้ ภายใน บช.น.มีบุคคลเป็นตำรวจต้องคดีลักษณะดังกล่าวออกจากระบบแล้ว 7 ราย ต่อไปจะต้องดำเนินการตรวจสอบประวัติเกี่ยวข้องโดยเฉพาะยาเสพติดจะไม่สามารถขออาวุธส่วนตัวได้จากการร้องขอของผู้บังคับบัญชา โดยมีการออกใบรับรองความประพฤติกรณีร้องขอการใช้อาวุธปืนในการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ไปตรวจสอบผู้ใต้บังคับบัญชาให้มีการสุ่มตรวจตำรวจสังกัด บช.น. ในการสุ่มตรวจปัสสาวะด้วยความถี่ไม่ให้มีเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นต่อไป

