‘ชัชชาติ’ ย้ำปมเล่นมือถือตอนขับรถ ขอบคุณ ตร.จับคนชน ‘พนักงานกวาด’ ที่ปรึกษาฯ ลั่น กล้องเป็นแสนตัว ‘รอง ผบช.น.ไล่ดูเอง’ เก่งเกินไปถ้าหนีพ้น
เมื่อเวลา 11.15 น. วันที่ 10 ตุลาคม ที่ห้องประชุม ชั้น 19 อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 22/2565 เรื่องความคืบหน้าการตามตัวผู้ก่อเหตุขับรถชน น.ส.สมศรี ยิ้มแฉล้ม ลูกจ้างประจำตำแหน่งพนักงานทั่วไป (กวาด) ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ สำนักงานเขตสะพานสูง
นายชัชชาติกล่าวว่า กรณีพี่สมศรี เราไม่รู้หรอกว่าคนชนจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต แต่ต้องลงมาช่วยคนเจ็บก่อน เพราะถ้าเกิดไม่เสียชีวิตยังบาดเจ็บอยู่ ยังพอช่วยได้ ก็เป็นเรื่องสำคัญ
“เมื่อวานพอได้ทราบข่าว ผมก็ได้ติดต่อ พล.ต.อ.อดิศร์ ว่าอย่างไรก็ต้องจับให้ได้ จะมาทำกับคนของเราแบบนี้ไม่ได้หรอก แล้วเราเป็น กทม.รับผิดชอบพื้นที่อยู่ ถ้ายังสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนไม่ได้ก็ไม่มีทาง” นายชัชชาติกล่าว
นายชัชชาติกล่าวต่อว่า เป็นอุทาหรณ์ช่วงเสี้ยววินาทีเปลี่ยนชีวิตได้ทั้ง 2 คน ทั้งคนขับและคนถูกชน ก็ต้องระวังเรื่องการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ
“มันเปลี่ยนชีวิตได้ทั้งตัวเรา และครอบครัว ก็ถือว่าเป็นสิ่งเตือนใจระหว่างที่ใช้รถใช้ถนน ต้องขอขอบคุณตำรวจนครบาลที่เอาจริงเอาจังในการตามหาผู้ก่อเหตุได้ภายใน 1 วัน ซึ่งขอให้ทุกกรณีติดตามได้ สุดท้ายต้องมีกระบวนการตามกฎหมายต่อไป ทาง กทม.ก็ต้องดูแลพี่น้อง ดูแลเพื่อนร่วมงานเราอย่างเต็มที่ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่เราปล่อยให้ผ่านไปไม่ได้
“เมื่อวานญาติพี่น้องก็มาถาม เราปล่อยเรื่องพวกนี้เกิดกับผู้ร่วมงานไม่ได้ แต่ไม่ว่าใครก็ตาม ประชาชนไหนก็ตาม ต้องให้เกิดความเข้มข้นแบบนี้เหมือนกัน จะเห็นได้ว่ากล้อง CCTV เป็นเรื่องสำคัญ ขนาดเรามองไม่เห็นชัดเจน แล้วร่วมมือกัน เอาจริงเอาจัง หลายๆ เหตุก็แก้ได้” นายชัชชาติกล่าว

ด้าน พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า ได้ประสานงานกับตำรวจ สน.บางชัน ต้องขอขอบคุณ พล.ต.ต.นิตินันท์ เพชรบรม รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) ที่มาช่วยประสานงาน ไล่ดูกล้องด้วยตนเอง ซึ่งที่เกิดเหตุเป็นถนนวิ่งเลนเดียวไม่มีทางแยกไปทางอื่น ดังนั้น จึงเกิดความสะดวกในการไล่ดูกล้อง ทราบว่าเหตุเกิดตอนเช้า เราเห็นรถ เห็นภาพ แต่ยังไม่เห็นทะเบียนรถ ทางตำรวจรายงานว่าไปได้ทะเบียนรถกับภาพของคนร้าย ที่ศูนย์กระจายสินค้าของบริษัทขนส่งเอกชนแห่งหนึ่ง
พล.ต.อ.อดิศร์กล่าวต่อว่า ผู้ก่อเหตุเข้าไปที่โกดังแห่งนั้นประมาณเวลา 05.30 น. แต่ที่ได้รับแจ้งว่า เหตุเกิดหลัง 05.30 น. แสดงว่าเป็นเรื่องของการดูเวลาแล้วสับสน ตรงนี้จึงเห็นจุดบกพร่องของเวลาที่ปรากฏในกล้อง ทั้งของสำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) และของตำรวจ จึงเป็นจุดที่ต้องแจ้งผู้ว่าฯกทม. และ สจส. เพื่อที่จะให้ปรับคุณภาพให้กล้องของตำรวจ และ กทม.สามารถทำงานร่วมกันได้ โดยเฉพาะกล้องเอกชน ถ้าเกิดใช้กล้องเอกชนที่มีอยู่หลายแสนตัว ใช้ทำงานในเรื่องของการดูแลความปลอดภัยของกรุงเทพฯได้ ก็จะดีขึ้น

“ไม่มีอะไรเป็นความลับ ถ้าคิดว่าทำผิดแล้วสามารถหลบหนีได้ สามารถหลบหนีกล้องแสนๆ ตัว และมีระบบทำงานร่วมกันได้ ก็เก่งเกินไปแล้ว” พล.ต.อ.อดิศร์กล่าว
พล.ต.อ.อดิศร์กล่าวว่า ผู้ก่อเหตุระบุว่า กำลังเข้าไปรับสินค้าที่โกดัง แต่เผลอมองโทรศัพท์มือถือ ทำให้รถเสียหลักไปชน น.ส.สมศรี ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ เวลาประมาณ 5.15 น. ไม่ได้มีการจอดรถลงไปดูผู้บาดเจ็บ เป็นสิ่งที่กระทำไม่ได้ ถ้าจอดรถลงไปดูอาจจะช่วยชีวิตได้ รวมถึงไม่แจ้งเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ
ทั้งนี้ เมื่อเวลา 14.00 น. สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แถลงการดำเนินคดี “ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” ชนพนักงานกวาด ฝ่ายรักษาความสะอาดฯ เขตสะพานสูง ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. พล.ต.ต.นิตินันท์ เพชรบรม รอง ผบช.น. พล.ต.ต.สุระพรรณ นาทวรทัต ผบก.น.4 พ.ต.อ.สุพล ค้ำชู รอง ผบก.น.4 และ พ.ต.อ.วสุ เชื่อพุทธ ผกก.สน.บางชัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองบัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งได้สั่งการให้เร่งรัด สืบสวนปราบปราม จับกุมผู้กระทำผิด ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยทั่วไป รวมทั้งคดีที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน
โดย เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนหาข่าวเกี่ยวกับคดีดังกล่าวจนทราบว่ารถกระบะที่ก่อเหตุในคดีดังกล่าวคือรถกระบะยี่ห้อ ISUZU รุ่น D-Max สีขาวหมายเลขทะเบียน 3ฒฎ-4420 กรุงเทพมหานคร มีนายอรรคพล นิมะ เป็นผู้ขับขี่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการจับกุมตัวนายอรรคพลฯ ที่บ้านเลขที่ 191 ซอยราษฎร์พัฒนา 30 แขวงราษฎร์พัฒนา เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจนครบาลบางชัน ได้ใช้เวลาในการสืบสวน จับกุมตัวผู้กระทำความผิดได้ภายใน 24 ชั่วโมง

