‘ชัชชาติ’ เชื่อ ‘ไว้ใจ’ มีพลังกว่าบังคับ กม. ขอเอกชน ‘เวิร์กฟรอมโฮม’ ช่วงฝุ่นหนา จ่อประกาศเขตควบคุมฯ PM2.5

10.10.22 | 17:39 น.

‘ชัชชาติ’ เชื่อพลังความไว้ใจ มีค่ากว่าบังคับใช้กฎหมาย วอนเอกชนร่วม ‘เวิร์กฟรอมโฮม’ ช่วงฝุ่นหนา จ่อประกาศเขตควบคุมฯ หยุดกิจกรรมก่อฝุ่น

เมื่อเวลา 11.15 น. วันที่ 10 ตุลาคม ที่ห้องประชุม ชั้น 19 อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยภายหลังประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 22/2565 เรื่องมาตรการ Work from Home ในช่วงที่มีปริมาณฝุ่น PM2.5 จำนวนมาก

นายชัชชาติกล่าวว่า ถ้าเป็นช่วงวิกฤตต้องขอความร่วมมือ หากมองในมิติหนึ่ง การเวิร์กฟรอมโฮม (Work from Home) เป็นตัวที่จะช่วย ไม่ใช่แค่เรื่องฝุ่น PM2.5 แต่จะช่วยในเรื่องทางกายภาพบนท้องถนน เกี่ยวกับการจราจรที่ติดขัดด้วย ซึ่งรูปแบบการทำงานก็จะมีความเปลี่ยนไปพอสมควร เป็นเรื่องของการตัดสินใจทางธุรกิจของบริษัทห้างร้านต่างๆ เพราะบางครั้งการมาทำงาน ในช่วงวิกฤตฝุ่น PM2.5 อาจจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดน้อยลง

“กทม.ไม่มีอำนาจในการบังคับ ยกเว้นในกรณีที่มีระดับความรุนแรงเกิน 75 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ขึ้นไป อาจจะมีการประกาศพื้นที่ควบคุมบางส่วน ซึ่งต้องใช้อำนาจอีกระดับหนึ่ง การเวิร์กฟรอมโฮมไม่สามารถทำได้ง่าย แต่เรื่องการควบคุมก่อสร้าง ควบคุมการเข้ามาของรถในพื้นที่กรุงเทพฯ สามารถประกาศควบคุมได้” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า การเวิร์กฟรอมโฮมเอง อาจจะเป็นเรื่องที่ลำบาก เพราะบริษัทห้างร้านต่างๆ ไม่ได้เป็นต้นตอในการก่อมลพิษ หรือเหตุที่ทำให้เกิดฝุ่น ซึ่ง กทม.ไม่มีอำนาจในการสั่งการโดยตรง แต่จะเป็นการขอความร่วมมือมากกว่า อาจจะต้องขอผ่าน คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนของกรุงเทพมหานคร (กรอ.กทม.) ยกตัวอย่างเช่น กรณีน้ำท่วมที่ ผศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯกทม. ได้แนะนำเรื่องเวิร์กฟรอมโฮม ก็มีหลายหน่วยงานได้มีการให้พนักงานช่วยเวิร์กฟรอมโฮม ซึ่งทำให้วันที่ฝนตกหนักการจราจรในช่วงเย็นเบาบางลง

“จริงๆ แล้ว สำคัญอยู่ที่ความร่วมมือซึ่งกันและกัน ถือเป็นเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ โดยได้มีการพูดคุยกับคณะผู้บริหาร ว่าหน้าที่ของ กทม. สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างความไว้วางใจระหว่างภาครัฐกับประชาชน โดยที่ผ่านมา หากภาคเอกชนไม่ไว้ใจภาครัฐ การทำงานก็จะยากขึ้น ถ้าไว้ใจซึ่งกันและกันก็จะเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าการบังคับใช้กฎหมายอีก” นายชัชชาติกล่าว

Advertisement

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า จะเห็นได้ว่า 3-4 เดือนที่ผ่านมา กทม.พยายามสร้างความไว้ใจระหว่างภาครัฐกับประชาชนให้มากขึ้น

“ถึงเรามีงบประมาณเป็นแสนล้าน ก็ไม่สามารถซื้อความไว้วางใจได้ ยกตัวอย่างเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นวันที่ กทม.สามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ผ่านแอพพลิเคชั่น ‘ทราฟฟี่ฟองดูว์’ ได้ 100,600 เรื่อง จากตัวเลขคนที่แจ้งเหตุเข้ามา 160,000 เรื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นว่าประชาชนยอมแจ้งผ่านทราฟฟี่ฟองดูว์ เพราะไว้ใจว่า กทม.สามารถแก้ปัญหาให้ได้ เป็นสิ่งที่ทำได้โดยไม่ต้องเสียงบประมาณ พอความไว้ใจเพิ่มมากขึ้น อนาคตการขอความร่วมมืออาจจะมีพลังมากกว่าการบังคับใช้กฎหมาย เช่น ถ้าช่วงเวลานี้ฝุ่นจะเยอะ ก็ถึงเวลาแล้วที่จะขอความร่วมมือให้เวิร์กฟรอมโฮม เป็นต้น” นายชัชชาติกล่าว