‘ชัชชาติ’ จ่อดึง ‘ศูนย์เด็กฯชุมชน’ เข้าระบบ ย้ำกว่า 200,000 คนต้องดูแล อย่ามัวพัฒนามหา’ลัย สั่งประเมินความเสี่ยงทุกด้าน ทำคู่มือ-คลิปจำลอง-แอพพ์แจ้งเหตุ
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่ 4 (ครั้งที่ 2) ประจำปี พุทธศักราช 2565 โดยมี สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และทีมผู้บริหาร กทม. ทั้งรองผู้ว่าฯ และที่ปรึกษาร่วมประชุมด้วย
โดยในช่วงต้นของการประชุม นายกิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์ ส.ก.เขตทุ่งครุ ซึ่งได้ยื่นญัตติด่วน กล่าวในที่ประชุมว่า เนื่องจากขณะนี้ มีกรณีกราดยิงในจังหวัดหนองบัวลำภู เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในประวัติศาสตร์ของประเทศเราไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาก่อน เป็นครั้งแรกที่มีเด็กเสียชีวิตมากขนาดนี้
“วันนี้ผมในฐานะสมาชิกสภา กทม. เพื่อนๆ สมาชิกสภา กทม. ทั้ง 49 ท่าน มีโอกาสได้พูดคุยกัน มีความกังวลว่าเหตุการณ์นี้น่าจะไม่ใช้เหตุการณ์ครั้งแรก และไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งสุดท้าย จึงขอเสนอด้วยวาจา ‘ขอเสนอให้กรุงเทพมหานคร มีมาตรการด้านความปลอดภัยภายในโรงเรียน และศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน สังกัดกรุงเทพมหานคร” นายกิตติพงศ์กล่าว
อ่านข่าว : ส.ก.ครวญกลางสภา กทม. ‘ใน ปวศ.ไม่เคยเกิด’ กราดยิงศูนย์เด็ก ขอ ‘ชัชชาติ’ หามาตรการล้อมคอก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มี ส.ก. หลายเขต ลุกขึ้นอภิปรายในประเด็นดังกล่าว
โดยในช่วงท้าย นายชัชชาติได้ลุกขึ้นชี้แจงประเด็นนี้ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญและสอดคล้องนโยบายเส้นเลือดฝอยของผู้บริหาร กทม. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียน คือหัวใจของการพัฒนาคน ที่ผ่านมาจะเราอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นส่วหนึ่งของความรับผิดชอบเรา ที่ต้องรับผิดชอบเด็ก ที่พ่อแม่ส่งมาให้เราดูแล
“ดูจากตัวเลข ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนของเรา มี 291 แห่ง มีนักเรียนในศูนย์ ประมาณ 20,000 คน เด็กใน กทม.เกิดปีละ 50,000 คน ดังนั้นตัวเลขที่ต้องดูแลเด็กคือ อย่างน้อย 200,000 คน 2-6 ขวบ แต่ส่วนใหญ่มีศูนย์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับ กทม. โดยอาจจะมีข้อกำหนดต่างๆ ซึ่งไม่สามารถเข้ามาสู่ระบบได้อีกจำนวนมาก ที่เราไม่ได้กำกับดูแล เรื่องความปลอดภัยที่ ส.ก.ให้ความเห็น คือส่วนหนึ่ง แต่ยังมีอีกหลายศูนย์ที่เราไม่ได้ดูแล อยู่ตามชุมชน ไม่ได้มาตรฐาน ไม่สามารถเข้าสู่ระบบของเราได้ ซึ่งตรงนี้ต้องเข้าไปดูแลให้ละเอียดมากขึ้น พยายามดึงเข้าระบบเพื่อดูแลได้ตามมาตรฐาน” นายชัชชาติกล่าว
นายชัชชาติกล่าวต่อว่า เพราะเด็ก 0-6 ปี พัฒนามากที่สุด หลังจากนั้นการพัฒนาของสมองก็จะช้าลง ดังนั้น ถ้าเรามัวพัฒนามหาวิทยาลัย โรงเรียนขนาดใหญ่ แต่ลืมเส้นเลือดฝอย อย่าง โรงเรียน ศูนย์เด็ก ซึ่งเป็นการศึกษาขั้นปฐมภูมิ สุดท้ายแล้วคุณภาพเด็ก จะพัฒนาได้ไม่เต็มศักยภาพ ส่วนมาตรการ ความช่วยเหลือ คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเวลาที่ต้องทบทวน
“ความเสี่ยงในศูนย์เด็ก ไม่ได้มีแค่เรื่องกราดยิง แต่ยังมีเรื่องเบื้องต้น อย่าง ไฟดูด มลพิษ ภาวะทางอาหาร สิ่งแวดล้อม การขโมยเด็ก ต้องคิดแบบองค์รวม ไม่ใช่เกิดเรื่องที คิดที ก็ได้สั่งให้ทบทวน ประเมินความเสี่ยงทั้งหมดในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน รวมถึงในโรงเรียนของ กทม.ด้วย แต่โรงเรียนจะได้เปรียบ เพราะมีทั้ง รปภ. ครูผู้ชาย มีครูพละซึ่งอาจจะมีความเสี่ยงน้อยกว่าศูนย์ฯเด็ก
มาตรการต่างๆ ที่ท่านสมาชิก ส.ก.เสนอมา อยู่ระหว่างดำเนินการปรับปรุง เรื่องระเบียบต่างๆ ในการทำคู่มือปฏิบัติการ ตอนนี้ได้สั่งให้ทำวิดีโอคลิปง่ายๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้
ส่วนปุ่มฉุกเฉิน ได้คุยกันแล้ว อาจจะทำเป็นแอพพ์ง่ายกว่า เพราะมีคนเดียวที่ไปกดได้ ซึ่งอาจกดได้ยาก แต่ถ้าเราพัฒนาให้อยู่ในแอพพ์มือถือ ครู หรือคนต่างๆ ก็สามารถแจ้งได้เร็วขึ้น ประหยัดเงิน และใช้ได้ในหลายสถานการณ์ และเราอาจจะมีการปรับรูปแบบการทำให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปด้วย ทั้งหมดทั้งปวง ทางผู้บริหารจะไปดำเนินการปรับปรุง และนำมารายงานทาง สภาเป็นระยะต่อไป” นายชัชชาติกล่าว

