ศูนย์จีโนมฯ อัพเดตโอมิครอน พบพันธุ์ย่อย BF.7 ใน 3 ทวีป
ไทยเจอแล้ว 1 ราย เชื้อดื้อยา LAAB
เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาล (รพ.) รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์เพจเฟซบุ๊กอัพเดตสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ว่า ล่าสุด เชื้อโอมิครอน สายพันธุ์ย่อย BF.7 ซึ่งเป็นเหลนของสายพันธุ์ย่อย BA.5 พบการระบาดแล้วใน 3 ทวีป คือ ทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย โดยประเทศไทยพบแล้ว 1 ราย ทั้งนี้สายพันธุ์ย่อย BF.7 นั้น เลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดี และดื้อต่อยาแอนติบอดีสำเร็จรูป หรือที่รู้จักในชื่อ ยาแอนติบอดีออกฤทธิ์ยาว (Long-acting Antibody: LAAB)
ทั้งนี้ เชื้อโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย ที่มีการกลายพันธุ์แซงหน้าและมีแนวโน้มที่อาจมาแทนที่โอมิครอน BA.5 ที่เป็นสายพันธุ์หลักซึ่งกำลังระบาดไปทั่วโลกในขณะนี้ ได้แก่ XBB ลูกผสมระหว่าง BJ.1/BM.1.1.1 (=BA.2.75.3.1.1.1), BN.1/BA.2.75.5.1, BA.2.3.20, BA.2.75.2 มีบรรพบุรุษร่วมมาจาก BA.2 นอกจากนี้ ยังมี BF.7/BA.5.2.1.7, BQ.1.1/BA.5.3.1.1.1.1(.1) ที่มีบรรพบุรุษร่วมมาจาก BA.5
จากฐานข้อมูลรหัสพันธุกรรมโควิดโลก หรือจีเสด (GISAID) พบ BF.7 แล้วทั่วโลก 13,401 ราย โดยประเทศไทยมี 1 ราย ทั้งนี้ โอมิครอน BF.7 มีความได้เปรียบในการเติบโต และแพร่ระบาดเหนือกว่า BA.5 ประมาณ ร้อยละ 36 แต่ XBB, BQ.1.1 มีความได้เปรียบในการเติบโต และแพร่ระบาด เหนือกว่า BF.7 ประมาณร้อยละ 67
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อของสหรัฐอเมริกา (U.S.CDC) ได้ออกประกาศเตือนถึงการแพร่ติดต่อโอมิครอนสายพันธุ์ BF.7 หรือที่เรียกว่า BA.5.2.1.7 อันเป็นผลมาจากวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องของโอมิครอน BA.5 ที่จะหลบเลี่ยงทางภูมิคุ้มกันมากขึ้น โดยพบผู้ติดเชื้อ BF.7 เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในสหรัฐอเมริกาในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0.8 เป็น ร้อยละ 1.7 ส่วนในสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และเบลเยียม มีผู้ติดเชื้อ BF.7 ร้อยละ 25 ขณะที่เยอรมนี และฝรั่งเศส มีผู้ติดเชื้อ BF.7 ร้อยละ 10
นอกจากนี้ ทางการจีนรายงานเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2565 ว่า พบการระบาดของ BF.7 ในจีนแผ่นดินใหญ่ เพียง 1 สัปดาห์ หลังจากพบ BF.7 เป็นครั้งแรกในเขตปกครองตนเองมองโกเลียในทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ล่าสุด เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2565 พบ BF.7 ในมณฑลกวางตุ้ง, เซินเจิ้นทางตอนใต้ของจีน สำหรับประเทศไทยพบ BF.7 แล้ว 1 ราย แม้ผลจากห้องปฏิบัติการ (แล็บ) จะบ่งชี้ว่า BF.7 จะหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดี และดื้อต่อยาแอนติบอดี เนื่องจากมีการกลายพันธุ์ตรงตำแหน่ง N440, Q498, และ N501 ทำให้ดื้อต่อยาแอนติบอดีออกฤทธิ์ยาว (Long-acting Antibody – LAAB) แต่ยังไม่พบอาการความรุนแรงที่ต่างไปจากโอมิครอนสายพันธุ์ดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้อัพเดตสถานการณ์ในประเทศไทย กรณีที่มีข่าวในต่างประเทศตรวจพบโอมิครอนกลายพันธุ์ตัวใหม่ ทั้ง BQ.1.1 และ XBB ที่สามารถแพร่เชื้อได้เร็ว และดื้อภูมิคุ้มกันมากกว่าทุกสายพันธุ์ ว่า จากข้อมูลการเฝ้าระวังการกลายพันธุ์ของเชื้อโควิด-19 กรมวิทยาศาสตร์ฯ ได้ร่วมกับเครือข่ายทั่วประเทศ ยังไม่มีรายงานการตรวจพบสายพันธุ์ดังกล่าวในประเทศไทย ซึ่งขณะนี้เชื้อโควิด-19 ที่แพร่ระบาดในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นโอมิครอน สายพันธุ์ย่อย BA.5
นพ.ศุภกิจระบุว่า จากฐานข้อมูลจีเสด ณ วันที่ 7 ตุลาคม 2565 ประเทศไทยพบ BA.4 จำนวน 218 ราย ในส่วน BA.2.75 และลูกหลาน BA.2.75.1, BA.2.75.2 พบ 24 ราย สายพันธุ์ BA.5 และลูกหลาน พบ 2,152 ราย โดยสายพันธุ์ย่อยหลักที่พบมากในประเทศไทย ได้แก่ สายพันธุ์ BA.5.2 พบรายงาน 1,709 ราย ซึ่งแนวโน้มสอดคล้องกับทั่วโลก คือ BA.5 ยังเป็นสายพันธุ์หลัก ส่วน BA.4, BA.2.75 และลูกหลาน เช่น BA.2.75.1, BA.2.75.2 และ BA.2.75.x พบเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย อีกทั้งระบุว่า การกลายพันธุ์เป็นเรื่องธรรมชาติของไวรัส สำหรับสายพันธุ์ BQ.1.1 เป็นสายพันธุ์ย่อยของ BA.5 ที่มีการกลายพันธุ์ 3 ตำแหน่งบนส่วนหนาม ได้แก่ R346T, K444T, และ N460K ช่วยให้สามารถหลบภูมิคุ้มกันได้ดี และยังไม่พบรายงานในประเทศไทย ส่วนสายพันธุ์ XBB ซึ่งมีต้นตระกูลมาจาก BA.2 นั้น เป็นลูกผสมระหว่างโอมิครอนสายพันธุ์ BJ.1 และ BA.2.75 ปัจจุบันทั่วโลกรายงานสายพันธุ์ XBB จำนวน 260 ราย BJ.1 จำนวน 114 ราย และ BA.2.75 จำนวน 9,047 ราย สำหรับประเทศไทยรายงานพบเฉพาะสายพันธุ์ BA.2.75 จำนวน 18 ราย โดยยังไม่พบสายพันธุ์ BJ.1 และ XBB ทั้งนี้ ยังมีการเฝ้าระวังติดตามการกลายพันธุ์ของเชื้อโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเผยแพร่บนฐานข้อมูลสากลจีเสดอย่างสม่ำเสมอ

