โฆษก ตร.เผย พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติได้ปรับปรุงมาตรฐานการปฏิบัติงานตำรวจ มี คกก.ต่างๆ วางนโยบาย กำหนดแนวทาง ปรับแต่งตั้งโยกย้ายเป็นไปตามสายงาน พิจารณาบำเหน็จความชอบตามระบบคุณธรรม เกิดขวัญ กำลังใจ ตรงความรู้ ความสามารถแต่ละสายงาน มี “ก.ร.ตร.” รับเรื่องร้องเรียนประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากตำรวจ
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำหรับ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ที่มีผลบังคับใช้วันเดียวกันนี้ ตราขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 258 ง.(4) ซึ่งมีความแตกต่างจาก พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 กล่าวคือ เป็นการปรับปรุงการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ และการบริหารงานอื่นๆ ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายมากยิ่งขึ้น
พล.ต.ต.อาชยนกล่าวว่า พ.ร.บ.ใหม่ ได้ปรับปรุงการบริหารงานบุคคล เพื่อให้ข้าราชการตำรวจมีหลักประกันที่จะได้รับการแต่งตั้งโยกย้าย การพิจารณาบำเหน็จความชอบตามระบบคุณธรรม เกิดขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่ประชาชน ตรงตามความรู้ความสามารถแต่ละสายงาน
อันได้แก่ ปรับปรุงองค์ประกอบ ของ ก.ตร.ให้เหมาะสม เพิ่มกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (อดีต ผบช.ขึ้นไป 3 ท่าน และไม่เคยเป็นตำรวจ 3 ท่าน) ที่ได้รับเลือกจากข้าราชการตำรวจระดับ รอง ผกก.ขึ้นไป ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายและการบริหารงานบุคคล, จัดตั้ง “คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ” (ก.พ.ค.ตร.) ที่จะเป็นหลักประกันให้แก่ข้าราชการตำรวจที่เห็นว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการแต่งตั้งโยกย้าย การบริหารงานบุคคล ร้องทุกข์ หรืออุทธรณ์ (คำสั่งทางวินัย), กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งโยกย้ายไว้ในกฎหมายให้ชัดเจน คำนึงถึงความรู้ความสามารถและอาวุโสประกอบกัน มีการกำหนดจำนวนปี สัดส่วนด้านอาวุโส และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งไว้อย่างชัดเจน กระจายอำนาจให้ผู้บังคับบัญชาแต่ละระดับ
โฆษก ตร.กล่าวว่า พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ให้ความสำคัญของสถานีตำรวจ เพื่อให้มีกำลังพล วัสดุอุปกรณ์ เพียงพอสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ ได้แก่ การแบ่งสถานีตำรวจออกเป็น 3 ระดับ เพื่อจัดบุคลากร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ให้เหมาะสม, ห้ามมิให้ข้าราชการตำรวจในสังกัดสถานีตำรวจ ไปปฏิบัติหน้าที่ในส่วนราชการอื่นที่มิใช่สถานีตำรวจ เว้นแต่จะสั่งให้ข้าราชการตำรวจจากหน่วยงานอื่นมาปฏิบัติหน้าที่ทดแทนในสถานี, การจัดอัตรากำลังให้แก่สถานีตำรวจ ตำรวจภูธรจังหวัด กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บก.น.) ซึ่งเป็นตำรวจในระดับพื้นที่ให้ครบถ้วนภายในระยะเวลากำหนด เพื่อรองรับการแก้ไขปัญหาของพื้นที่และชุมชน ให้สถานีตำรวจปฏิบัติงานโดยคำนึงถึงความเหมาะสม จำเป็นของแต่ละท้องถิ่นและชุมชน และเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นหรือชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยมีการจัดทำแผนหรือมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยร่วมกัน, ตั้งกองทุนเพื่อการสืบสวน สอบสวน การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญาสนับสนุนการปฏิบัติ และ ประชาชนจะมีหลักประกันที่จะได้รับความเป็นธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยการจัดตั้ง “คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ” (ก.ร.ตร.) เพื่อเป็นช่องทางให้ประชาชนที่เห็นว่าตนเองได้รับความไม่เป็นธรรม ความเดือดร้อนที่เกิดจากการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ร้องเรียน และคณะกรรมการเป็นบุคคลภายนอกองค์กรตำรวจ ที่มีความเป็นอิสระในการพิจารณา
“โดยสรุปว่า พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฯ ที่มีผลบังคับใช้จะปรับปรุงมาตรฐานการปฏิบัติงานโดยมีคณะกรรมการต่างๆ ในการวางนโยบาย กำหนดแนวทาง การปรับปรุงหลักเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายให้ตรงตามสายงานเพิ่มความเชี่ยวชาญและเป็นมืออาชีพแต่ละสายงานตลอดจนมาตรการควบคุมความประพฤติทางวินัย การบริหารงานให้สอดคล้องกับท้องถิ่นและชุมชน การโอนภารกิจบางส่วนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อ อันจะเป็นผลดีต่อการบริหารงานภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และภาพรวมของประเทศต่อไป” โฆษก ตร.กล่าว

