สอบสวนกลาง รวบบอสเค 500 ล้าน หลอกเหยื่อกว่า 5,000 คนลงทุนสมาร์ทพลัส

19.10.22 | 16:23 น.

สอบสวนกลาง รวบบอสเค 500 ล้าน หลอกลงทุนโครงการสมาร์ทพลัส

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก. และเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ต.สุขสิทธิ์ ประเสริฐ สว.กก.5 บก.ป. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการที่ 3 กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปรามร่วมกันจับกุม นายสิทธวีย์ (สงวนนามสกุล) อายุ 55 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาตลิ่งชัน ที่ จ.409/2565 ลงวันที่ 8 กันยายน 2565


โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันฉ้อโกง ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย แก่ประชาชนฯ” จับกุมได้ที่ บริเวณโรงแรมแห่งหนึ่ง ซอยลาดพร้าว 122 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ

พฤติการณ์ขณะเกิดเหตุ เมื่อประมาณปลายเดือนกรกฎาคม 2564 ผู้เสียหายได้รับข้อมูลจากญาติ คนรู้จักที่เป็นสมาชิกโครงการร้านสะดวกซื้อ สมาร์ทพลัส ศูนย์จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งมีนายสิทธวีย์ เป็นผู้บริหารและเป็นผู้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนผู้ที่สนใจเข้าร่วมลงทุนในโครงการ โดยได้แนะนำข้อมูลในการร่วมลงทุนในโครงการ ซึ่งให้ผลตอบแทนสูง จึงมีความสนใจประสงค์จะสมัครเป็นสมาชิกในโครงการ โดยวิธีการลงทุนจะต้องทำโปรโมตโฆษณาประชาสัมพันธ์โครงการ และสินค้าในโครงการ ซึ่งจะมีค่าจ้าง ค่าตอบแทนให้ กล่าวคือ เมื่อซื้อสินค้า 1 ชิ้นในราคา 1,200 บาท ครบ 7 วัน ผู้ซื้อจะได้รับเงินคืนจากโครงการ เป็นเงินจำนวน 1,500 บาท (ได้กำไร 300 บาทต่อสินค้า 1 ชิ้น) ซึ่งเป็นทางโครงการอ้างว่าเป็นเงินค่าโปรโมตสินค้า และให้เชิญชวนหาลูกค้ามาร่วมโครงการก็จะได้ผลตอบแทนมากยิ่งขึ้น

Advertisement

โดยในช่วงแรกของการลงทุนผู้เสียหายได้รับเงินตอบแทนตามจำนวนที่โครงการแนะนำ โดยผู้เสียหายเชื่อว่าจะได้รับค่าโปรโมตสินค้าจากโครงการตามที่เคยได้รับมา จึงเพิ่มยอดเงินการลงทุนในการสั่งซื้อสินค้า รวมเป็นจำนวนเงินกว่า 4,188,000 บาท ซึ่งผู้เสียหายได้รับเงินคืนเป็นค่าตอบแทนจากการลงทุนครั้งแรก เป็นเงินจำนวน 600,000 บาท หลังจากนั้นยังไม่ได้รับเงินตอบแทนคืนอีกเลย รวมทั้งยังไม่ได้รับเงินค่าสั่งซื้อสินค้าที่ลงทุนไป จึงไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจรถไฟธนบุรี ต่อมาพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาคนดังกล่าว

ซึ่งจากการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติม ทราบว่า นายสิทธวีย์ ผู้ต้องหา ได้แยกตัวจากบริษัท สมาร์ทพลัส เนื่องจากมีความขัดแย้งกับผู้บริหารในบริษัทสมาร์ทพลัส มาตั้งบริษัทซุปเปอร์เค 2999 โดยนายสิทธวีย์ ตั้งตนเองเป็นผู้บริหาร มีโครงการในบริษัททั้งสิ้นรวม 5 โครงการ เชิญชวนผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการต่างๆ เมื่อประมาณกลางปี 2564 อาทิเช่น

1.โครงการศูนย์กระจายสินค้า คือ ผู้สนใจจองเปิดร้านค้าสะดวกซื้อ
2.โครงการตลาดนัด คือ เจ้าของสินค้านำมาขายในแพลตฟอร์ม
3.โครงการแพลตฟอร์ม คือ การสร้างแอพพลิเคชั่น ฮัก เอสเค
4.โครงการมาเก็ตติ้ง คือ ซื้อสินค้าแล้วได้สินค้าและเงินค่าโปรโมทตประชาสัมพันธ์
5.โครงการครอบครัวซุปเปอร์เค คือ ให้สมาชิกบริจาคเงินมาเป็นกองทุนสวัสดิการ

โดยมีพฤติการณ์การหลอกลวง โดยการตั้งกลุ่มไลน์ชักชวนให้ผู้เสียหายซื้อสินค้าแล้วได้ค่าโปรโมตสินค้า เช่น ซื้อสินค้า 1 ชิ้น ราคา 1,200 บาท อีก 7 วัน ผู้ซื้อสินค้าจะได้รับเงินตอบแทน 1,500 บาท ซึ่งเป็นพฤติการณ์เดียวกันกับบริษัทสมาร์ทพลัส ในช่วงแรกที่ผู้เสียหายซื้อสินค้าจากบริษัทซุปเปอร์เค 2099 จะได้รับค่าโปรโมตสินค้า ครบถ้วนตามที่ตกลง ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ เพิ่มยอดการสั่งซื้อสินค้าจากหลักพัน จนถึงหลักแสนบาท เพื่อหวังได้ค่าโปรโมตสินค้าจากบริษัท ปรากฏว่า ตในช่วงหลังของการสั่งซื้อสินค้าทางบริษัทหยุดจ่ายเงินค่าโปรโมตสินค้าตามที่เคยตกลงกันไว้ จนทำให้มีผู้เสียหายจากการสั่งซื้อสินค้าและการเข้าร่วมลงทุนกับบริษัท จากโครงการทั้ง 5 โครงการข้างต้น มีประชาชนหลงเชื่อเข้าร่วมโครงการ เป็นจำนวนกว่า 5,000 คน และมีมูลค่าความเสียหายประมาณ 500 ล้านบาท

ต่อมาเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2565 เวลาประมาณ 20.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. ได้ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหดังกล่าว ได้ที่บริเวณโรงแรมแห่งหนึ่ง ซอยลาดพร้าว 122 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ นำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ให้การภาคเสธว่าตนเองไม่ได้เจตนาโกง แต่เนื่องจากการเงินหมุนเงินให้ลูกค้าไม่ทันจึงหยุดจ่ายเงินให้ลูกค้าตามที่ตกลง เตือนภัยสังคม การลงทุนในลักษณะแชร์ลูกโซ่มีความเสี่ยงต่อการลงทุน อาจถูกฉ้อโกงเสียทรัพย์สินจำนวนมากโดยผู้ต้องหาใช้ผลตอบแทนสูงมาเป็นเหยื่อล่อ