อนุทิน กำชับเร่งบูสต์วัคซีนโควิด ตั้งเป้า 70% เผย เยอรมนี เพิ่งให้ไฟเซอร์อีก 2 ล้านโดส

21.10.22 | 13:03 น.

อนุทิน กระทุ้ง รพ.-สสจ. เร่งบูสต์วัคซีนโควิด ตั้งเป้า 70% ติดตามผลใน 2 เดือน

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมมอบนโยบายและแนวทางการเร่งสร้างภูมิคุ้มกันสู่ประชาชนให้กับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ภายใต้การรณรงค์ ‘รวมพลังอสม.ส่งต่อภูมิคุ้มกันป้องกัน 608 ให้ปลอดภัย’ ว่า วันนี้ตนได้ทำความเข้าใจและขอให้เกิดความร่วมมือ เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนมารับวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้น (บูสเตอร์ โดส) โดยเฉพาะกลุ่ม 608 เพื่อลดความรุนแรงของโรคหากติดเชื้อและลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ทั้งหมดนี้เพื่อให้เราสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ กลับมาสร้างอาชีพเพื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ กลุ่มที่ประกอบอาชีพที่ต้องพบปะผู้คนมากก็สามารถขอรับกระตุ้นเข็มที่ 5 ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตนได้กำชับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) และผู้อำนวยการโรงพยาบาล เตรียมความพร้อมสถานพยาบาลเพื่อให้ประชาชนไม่ต้องรอนานหรือมีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งนี้หาก อสม. หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่มีความใกล้ชิดกับชาวบ้านมากกว่าจะเกิดความสะดวกมากขึ้น

“จากที่ลงพื้นที่ก็พบว่าประชาชนมารับเข็มกระตุ้นยังน้อย เต็มที่ก็เข็มที่ 3 แต่ยังดีที่ อสม.ได้รับครบ 4 เข็มแล้ว วันนี้เราต้องตั้งเป้าให้พื้นที่รณรงค์ประชาชนมาฉีดอย่างเต็มที่” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า จากกรณีการถ่ายโอนอำนาจไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) จะต้องไม่กระทบการให้บริการวัคซีนกับประชาชน ทางกรมควบคุมโรคได้กระจายวัคซีนไปยังสถานพยาบาลทั่วประเทศไม่ว่าจะอยู่สังกัดใด โดยกำชับให้ นพ.สสจ. ตั้งเป้าการฉีดวัคซีนกระตุ้นให้มากกว่า ร้อยละ 70 ซึ่งจะมีการติดตามใน 2 เดือน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงบริหารจัดการวัคซีนในปี 2566 นายอนุทิน กล่าวว่า การบริหารจัดการวัคซีนจากนี้ไปในปีหน้า กรมควบคุมโรคจะต้องบริหารในลักษณะการให้อย่างต่อเนื่องประจำปี ส่วนกลุ่มเสี่ยงก็จะต้องลดลงมา อาจเหมือนไข้หวัดใหญ่ที่มีการจำกัดกลุ่มผู้รับวัคซีน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้โควิด-19 ยังเป็นสายพันธุ์โอมิครอนอยู่ หนึ่งในวัคซีนที่ประเทศไทยใช้คือ แอสตร้าเซนเนก้า ผู้ผลิตก็ได้ยืนยันว่า สามารถสร้างภูมิคุ้มกันที่สูงมากอยู่

“ตราบใดที่วัคซีนยังขึ้นทะเบียนในภาวะฉุกเฉิน ยังมีความจำเป็นที่รัฐบาลต้องดูแลประชาชนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายต่อไป” นายอนุทิน กล่าว

Advertisement

เมื่อถามถึงการจัดสรรงบประมาณจัดหาวัคซีนโควิด-19 นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ เพื่อดูเรื่องนี้ แต่ตอนนี้เราก็ยังมีวัคซีนอยู่ นอกจากนั้น ยังได้รับการบริจาคมาเพิ่มเติม ล่าสุดประเทศเยอรมนี ให้วัคซีนไฟเซอร์มา 2 ล้านกว่าโดส ส่วนวัคซีนแอสตร้าฯ ที่มีอยู่ตอนนี้ เราก็กำลังดูอยู่ว่าจะนำไปเปลี่ยนเป็นภูมิคุ้มกันระยะยาว (LAAB) เพื่อฉีดให้กับผู้ป่วยโควิด-19 ไม่ได้รับวัคซีนเลย หรือกลุ่มผู้สูงอายุ

“เรื่องของวัคซีนเรายังอยู่ในสภาวะที่ควบคุมได้อยู่” นายอนุทิน กล่าว

ด้าน นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวถึงการขอความร่วมมือ อสม. ทั่วประเทศในการรณรงค์ให้คนมาฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น ว่า ไม่เพียงแต่เชิญชวนประชาชน ยังเชิญชวนให้อสม.มารับวัคซีน ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ส่วนจะให้อสม.รณรงค์เชิญชวนประชาชนมาฉีดวัคซีน จะมีแนวทางให้ อสม.นำไปปฏิบัติเชิญชวนกลุ่มเป้าหมายมารับการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะกลุ่ม 608 และเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป ประกอบด้วย 1.สำรวจ ค้นหา: สำรวจ อสม. และกลุ่มเป้าหมาย 608 ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นที่ 3 และ 4 2.นำพา ส่งต่อ : รวบรวมและส่งรายชื่อกลุ่มเป้าหมาย ให้แก่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล/สถานบริการสาธารณสุขในพื้นที่ 3.วางแผน เตรียมพร้อม : ร่วมวางแผนกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อกำหนดวันจัดกิจกรรมรณรงค์ฉีดวัคซีนในพื้นที่ 4.บอกต่อ แนะนำ : แนะนำ/พากลุ่มเป้าหมายไปรับการฉีดวัคซีนที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล/สถานบริการสาธารณสุข ตามวันที่กำหนด และ 5.รายงาน ติดตามผล : ควบคุม กำกับ/ติดตาม รายงานผลการปฏิบัติงานผ่าน MOPH-IC

เมื่อถามว่า กรณีการถ่ายโอน รพ.สต. และอสม.จะทำงานคู่กับ รพ.สต.นั้นๆ จะมีผลต่อการทำงานหรือไม่ นพ.สุระ กล่าวว่า ไม่มีผล จากการติดตาม รพ.สต.ที่ถ่ายโอน ก็ยังสามารถทำงานได้ต่อเนื่อง อสม.ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ไม่มีปัญหาอะไร

เมื่อถามถึงกรณีการจ่ายเงินค่าป่วยการ หรือค่าตอบแทนพิเศษ จะยังเป็นหน้าที่ของ สบส. หรือไม่ นพ.สุระ กล่าวว่า สบส.ทำเรื่องตั้งงบประมาณ แต่ตอนจ่ายทางกรมบัญชีกลาง จะโอนค่าป่วยการไปยังบัญชีตรงไปของ อสม.เลย