‘ชัชชาติ’ ลั่น ไม่ใช่เขียนแผน แต่ไม่ทำ ตั้ง ‘ศูนย์บัญชาการฝุ่น PM2.5’ เตือน ปชช.ล่วงหน้า 7 วัน เพิ่มความมั่นใจ

21.10.22 | 14:42 น.

‘ชัชชาติ’ ลั่น ไม่ใช่เขียนแผน แต่ไม่ปฏิบัติ ตั้ง ‘ศูนย์บัญชาการฝุ่น PM2.5’ ไว้เตือน ปชช.ล่วงหน้า 7 วัน เพิ่มความมั่นใจ

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 21 ตุลาคม ที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5)

นายชัชชาติกล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมคณะกรรมการซึ่งมีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง โดย กทม.มีแผนการดำเนินการที่ร่วมกับหน่วยงานอื่นที่ค่อนข้างละเอียดอยู่แล้ว และต้องดำเนินการอย่างเข้มข้น ขณะนี้ ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศ กทม. ได้เสร็จเรียบร้อยและเปิดดำเนินการแล้ว ตั้งอยู่ที่กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง สำนักสิ่งแวดล้อม อาคารสำนักการโยธา ชั้น 2 ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง ซึ่งเป็นศูนย์ที่รวบรวมข้อมูลต่างๆ

กทม.มีแผนดำเนินการร่วมกับหน่วยงานอื่นอย่างละเอียด ซึ่งศูนย์บัญชาการควบคุม PM2.5 ที่สำนักสิ่งแวดล้อม เขตดินแดง จะมีการรวบรวมข้อมูลต่างๆ โดยมาตรการเบื้องต้นทาง กทม.มีการออกตรวจจุดที่มีปัญหาตั้งแต่ต้นทาง เช่น แพลนท์ปูน โรงงานอุตสาหกรรม อู่รถเมล์ ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ส่วนการพยากรณ์ฝุ่นล่วงหน้า โดยกรมควบคุมมลพิษ สามารถแจ้งพยากรณ์ล่วงหน้าได้ 7 วัน และระบุความแม่นยำได้ 3 วัน และจะมีการสื่อสารแจ้งล่วงหน้าให้กับประชาชนทราบต่อไป

“สิ่งที่ทำในเบื้องต้น คือ การออกตรวจจุดที่มีปัญหาในการก่อให้เกิดฝุ่น PM2.5 ซึ่งในที่ประชุมได้พูดคุยหารือและสรุปว่า เราอาจจะคิดว่า PM2.5 เป็นเรื่องของรถที่ปล่อยควันดำอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะยังมีเรื่องของการเผาชีวมวล ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการเกษตรด้วย จริงๆ แล้วไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกรุงเทพฯ แต่เกิดขึ้นในพื้นที่โดยรอบกรุงเทพฯด้วย เช่น การปลูกอ้อย พืชไร่ต่างๆ ที่มีการเผาชีวมวล อาจจะรวมถึงต่างประเทศอย่างประเทศกัมพูชา”

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า ดังนั้น เรื่องที่ กทม.จะดำเนินการ มี 3 ด้าน คือ

Advertisement

1.ตรวจควันไอเสียรถยนต์ รถขนส่งที่มีปัญหา ซึ่งได้ดำเนินการเชิงรุก และกำหนดแผนการตรวจทุกวันตลอดช่วง 2 เดือน โดยความร่วมมือทั้งกรมการขนส่งทางบก กรมควบคุมมลพิษ ตำรวจ โรงงาน และพยายามไปตรวจที่จุดกำเนิด เช่น แพลนต์ปูน ไซต์งานก่อสร้าง โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ  กำหนดให้มีรายงานการตรวจทุกวัน และแจ้งผลว่า จำนวนที่ไม่ผ่านมีเท่าไรบ้าง ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการตรวจอย่างต่อเนื่อง

2.ตรวจแพลนต์ปูน โรงงานอุตสาหกรรม โดยร่วมมือกับกรมการขนส่งทางบก กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้มีการรายงานการตรวจทุกวันว่า ไม่ผ่านการประเมินจำนวนเท่าไหร่บ้าง ด้านกรมโรงงานอุตสาหกรรมรายงานว่าในกรุงเทพฯ มีจำนวนโรงงานกว่า 6,000 แห่ง มี 260 แห่ง ที่มีความเสี่ยงในการเกิดฝุ่น โดยให้ผู้อำนวยการแต่ละเขตเฝ้าระวังเป็นพิเศษ และเข้าร่วมตรวจกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม

“สัปดาห์หน้าจะร่วมลงตรวจกับอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม สุ่มตรวจในโรงงานเหล่านี้เพื่อให้เกิดความมั่นใจ” นายชัชชาติระบุ

3.การเผาชีวมวล ได้มีการลงไปพูดคุยกับเกษตรกร 9 จุด ให้งดการเผา ทางเกษตรกรจึงขอให้สนับสนุน เช่น ค่าน้ำมันในการเก็บตอซังข้าว หรือการใช้น้ำหมักช่วยย่อยสลายฟางข้าวให้เป็นปุ๋ยได้ แต่ปัญหาการเผาส่วนใหญ่เกิดนอกพื้นที่กรุงเทพฯ โดยศูนย์บัญชาการฯจะมีการมอนิเตอร์จุดกำเนิดความร้อน (ฮอตสปอต) ซึ่งถ้ามีการเผาจะมีการแจ้งกับทางกรมควบคุมมลพิษ รวมถึงการเผานอกประเทศนั้น ทางกรมควบคุมมลพิษจะมีการแจ้งกับองค์กรระหว่างประเทศต่อไป

นายชัชชาติกล่าวอีกว่า มีหลายหน่วยงานที่มีข้อเสนอมา ด้านสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เสนอความเห็นว่ารถที่มีโอกาสปล่อยควันเสียออกมามาก แสดงว่ารถคันนั้นมีการบรรทุกน้ำหนักเกิน ทำให้เวลาวิ่งต้องใช้พลังเยอะ แต่เวลาตรวจน้ำหนักอาจจะตรวจแบบรถเปล่า ไม่มีปัญหา แต่ไปวิ่งจริงแบกน้ำหนัก รถบรรทุกเกินพิกัดมาก (Overload) ทำให้เกิดโอกาสปล่อยมลพิษออกมา ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องไปพิจารณากฎหมายว่าเราสามารถควบคุมเรื่องน้ำหนักบรรทุกเกินได้แค่ไหน หรือจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างไร

รวมถึงการดูจุดต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือ แพลนต์ปูน ขสมก. เป็นต้น ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค.แล้ว โดยจะลงลึกในรายละเอียดในแง่ของการป้องกัน ซึ่งทุกอย่างได้ดำเนินการตามแผน และจะแจ้งให้ประชาชนทราบถึงความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีระบบการพยากรณ์ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ โดยให้กรมควบคุมมลพิษเป็นแม่งานหลัก ในการแจ้งพยากรณ์ล่วงหน้า ซึ่งปัจจุบันสามารถแจ้งพยากรณ์ล่วงหน้าได้ประมาณ 7 วัน แต่ความแม่นยำอาจจะใกล้เข้ามาถึง 3 วัน ว่าฝุ่นจะเป็นอย่างไร ทาง กทม.จะใช้ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษและนำมาสื่อสารให้ประชาชนทราบเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมต่อไป

ส่วนตามโรงเรียนจะมีการให้เด็กมีการชักธงแจ้งเตือนฝุ่น PM2.5 โดยให้เด็กนักเรียนฝึกอ่านค่าคุณภาพอากาศในแต่ละพื้นที่ โดยแบ่งธงออกเป็น 5 สี ตามค่าฝุ่นละออง PM2.5 (หน่วย มคก./ลบ.ม.) ที่เทียบกับดัชนีคุณภาพอากาศของประเทศไทย ได้แก่ 1.สีฟ้า มีค่าฝุ่นละออง PM2.5 ระหว่าง 0-25 ปฏิบัติกิจกรรมกลางแจ้งได้ปกติ 2.สีเขียว มีค่าฝุ่นละออง PM2.5 ระหว่าง 26-37 ปฏิบัติกิจกรรมกลางแจ้งได้ตามปกติ 3. สีเหลือง มีค่าฝุ่นละออง PM2.5 ระหว่าง 38-50 ผู้ป่วยควรงดกิจกรรมกลางแจ้ง 4.สีส้ม มีค่าฝุ่นละออง PM2.5 ระหว่าง 51-90 ลดกิจกรรมกลางแจ้งสวมหน้ากากอนามัย และ 5.สีแดง มีค่าฝุ่นละออง PM2.5 ตั้งแต่ 91 ขึ้นไป ควรงดกิจกรรมกลางแจ้งใช้อุปกรณ์ป้องกันและอยู่ในห้องที่ปลอดภัย โดยให้นักเรียนชักธงคุณภาพอากาศเป็นสัญลักษณ์เพื่อเตรียมตัวและป้องกันภัย ซึ่งทำให้เกิดความตระหนักรู้ขึ้น (Awareness) และกระจายไปยังชุมชนด้วย สำหรับมาตรการอื่นๆ อาจจะพยายามลดการใช้รถยนต์ และให้ใช้ระบบขนส่งสาธารณะให้มากขึ้น และอาจทำพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน ซึ่งอยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการ

“ถ้ามีการแจ้งเตือนฝุ่นในระดับ 4 ก็จะให้มีการหยุดเรียน เพื่อจะมีการขยายมาตรการนี้สู่ชุมชนต่อไป สำหรับการประกาศเขตควบคุมมลพิษ ต้องให้คณะกรรมการชุดใหญ่เป็นผู้ประกาศ อย่างไรก็ตาม จะใช้พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 ตามลักษณะเหตุรำคาญ ผู้ว่าฯกทม.มีอำนาจในการระงับเหตุรำคาญได้”

“ย้ำความจำเป็นในการตั้งคณะกรรมการชุดนี้ ตั้งขึ้นมาเพื่อให้มีความรูปธรรมจริงๆ ต้องมีการแจ้งผลงานให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่องว่าทำอะไรมาบ้าง หลักการเพื่อสร้างความมั่นใจ ไม่ใช่ว่าเขียนแผนเพื่อให้มีแผน แต่ไม่ปฏิบัติ ต้องไปปฏิบัติจริง มีการออกรายงานต่อเนื่อง มีการเตือนอย่างเป็นรูปธรรม และต้องมีการสื่อสารให้ชัดเจน และให้ประชาชนแจ้งเหตุเข้ามา เช่นรถปล่อยควันดำ การเผาชีวมวล โดยใช้ทราฟฟี่ฟองดูว์เป็นตัวรับแจ้งเหตุต้นตอของมลพิษด้วย” นายชัชชาติกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 07.00 น. ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร รายงานสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ของสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรุงเทพมหานคร ส่วนใหญ่อยู่ในระดับคุณภาพอากาศดี ตรวจวัดได้ 23-51 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) อย่างไรก็ตาม พบว่าเกินมาตรฐาน (มาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม.) จำนวน 1 พื้นที่ คือ เขตหนองแขม สามแยกข้างป้อมตำรวจ ถนนมาเจริญ เพชรเกษม 81 : มีค่าเท่ากับ 51 มคก./ลบ.ม.